Published on October 15, 2019

The Wanderlust Dining Journey

นับเป็นการเปิดประสบการณ์การทานอาหารให้กับแวดวง Fine Dining อีกครั้งสำหรับ Baltic Blunos ร้านอาหารสัญชาติบอลติกเต็มรูปแบบแห่งแรกในกรุงเทพฯ ผ่านการสร้างสรรค์บรรยากาศร้านสุดลึกลับและครีเอทความอร่อยด้วยหลากหลายคอร์สเมนูสุดพิเศษโดยเชฟมากฝีมือระดับมิชลินสตาร์อย่าง เชฟ Martin Blunos ชาวลัตเวียโดยกำเนิดที่เติบโต ณ สหราชอาณาจักร ก่อนจะแท็กทีมร่วมกับ เชฟ Aleksandrs Nasikailov เดินทางข้ามน้ำข้ามประเทศมาเปิดร้านอาหารแห่งนี้ที่เมืองไทย บริเวณใจกลางย่านทองหล่อ เพื่อรังสรรค์ความอร่อยในสไตล์ Baltic Crossover ให้เหล่านักชิมชาวไทยได้ลิ้มลองรสชาติอาหาร พร้อมสัมผัสบรรยากาศลึกลับน่าค้นหาตามแบบฉบับของประเทศลัตเวีย

 

ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่ง Wanderlust Dining Journey

เชฟ Martin Blunos คือสุดยอดเชฟระดับ 2 ดาวมิชลิน ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมานานกว่า 30 ปี แม้ว่าเชฟ Martin จะเติบโตที่สหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ แต่คุณพ่อและคุณแม่ของเขานั้นเป็นชาวลัตเวียที่ย้ายถิ่นฐานมาประจำที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับภูมิลำเนาของตนเอง และการเปิดร้านอาหารครั้งนี้ก็นับเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้นำเสนออาหารผ่านตัวตนของเขาจริง ๆ 
 

เชฟ Aleksandrs Nasikailov และเชฟ Martin Blunos

Earthy Design

ตลอดการทานอาหารที่ร้าน Baltic Blunos แห่งนี้ ผู้ที่เข้ามาทานจะได้ร่วมออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศการทานอาหารที่ให้ความรู้สึกราวกับได้มาเยือนบ้านของ เชฟ Martin Blunos เพราะทางร้านเลือกตกแต่งภายใต้ธีม Earthy ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเป็นลัตเวียและสื่อถึงความเป็นตัวตนของเขาไว้มากที่สุด ไล่เรียงมาตั้งแต่การถ่ายทอดลักษณะของป่าบอลติก ที่เชื่อมโยงระหว่างทะเล ผืนแผ่นดิน และผืนป่าเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านเฟอร์นิเจอร์ไม้และไม้ประดับสีเขียวเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ ตามมาด้วยการตกแต่งบริเวณทางเดิน ด้วยภาพแผนที่ทะเลบอลติก ซึ่งว่าด้วยเรื่องของการเดินทางส่งต่อวัฒนธรรมด้านอาหารสัญชาติบอลติกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไปจนถึงการนำเอาภาพงานศิลปะของศิลปินชาวลัตเวียหรือคุณลุงแท้ ๆ ของเชฟ Martin ทั้งภาพแลนด์สเคปของประเทศลัตเวียและภาพอาหารมาร่วมประดับไว้ภายในร้านอาหาร รวมถึงมีมุมไฮไลต์อย่างภาพวาด Portrait เชฟ Martin ขนาดใหญ่ ไว้สำหรับถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึกอีกด้วย

 

ภาพแผนที่ทะเลบอลติก เรื่องราวการเดินทางส่งต่อวัฒนธรรมด้านอาหารสัญชาติบอลติกไปยังที่ต่าง ๆ

โดยทางร้าน แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ๆ คือ โซน Dining หรือโซนร้านอาหารที่เน้นเสิร์ฟ Fermanted Course อาหารในรูปแบบคอร์ส มาพร้อมกับเครื่องดื่มคอมบูฉะ ผู้ทานสามารถเลือกได้ว่าจะนั่งด้านนอก หรือนั่งด้านในห้อง Private Dining ซึ่งให้ความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น ถัดมาที่ด้านในมีมุมครัวเปิดล้อมรอบด้วยกระจกใส เผยให้เห็นเบื้องหลังการทำงานครัว การครีเอทเมนูสุดพิเศษของทั้งสองเชฟ รวมไปถึงห้องโคลด์คัท ห้องเก็บไวน์ และแปลงผักที่ปลูกในที่ร่ม 

 

โซนนั่งทานอาหารแบบรวม

 

โซนนั่งทานอาหารแบบส่วนตัว

ตามมาด้วย โซน Bar ที่แยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วน โดยในส่วนของบาร์นี้จะให้ความรู้สึกสนุก เหมาะกับการนั่งชิลล์ยามค่ำคืน ซึ่งยังคงความลึกลับของประเทศลัตเวียไว้ได้เป็นอย่างดี ผ่านเมนู Snack และเครื่องดื่มสุดพิเศษที่มาเติมเต็มอรรถรสการทานอาหารที่ร้าน ซึ่งในอนาคตจะมีการคิดค้นค็อกเทลสูตรเฉพาะเสิร์ฟเป็น Complimentary Drink ให้คุณลูกค้าได้ดื่มระหว่างรอคิวทานดินเนอร์ อีกทั้งยังมีห้องช็อกโกแลต ที่ทางร้านทำขึ้นสดใหม่ทุกวัน มีหลากหลายรสชาติ เป็นเมนูของหวานระหว่างมื้อค่ำให้เลือกทานตามชอบ

 

บรรยากาศภายในโซนบาร์

 

มุมบาร์เครื่องดื่มที่เปิดให้บริการ Complimentary Drink, เมนู Snack และเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ

Baltic Crossover Cuisine

สำหรับอาหารสไตล์บอลติกนั้น เป็นการผสมผสานกันของธาตุทั้งสี่ ซึ่งประกอบไปด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ โดยเสน่ห์ของอาหารบอลติกจะอยู่ที่การปรุงแต่งที่น้อย มีกลิ่นอายของความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ เน้นชูรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบเป็นหลัก ซึ่งเชฟ Martin ค่อนข้างภาคภูมิใจอย่างมากที่มีโอกาสได้นำเสนออาหารจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนให้คนไทยได้ลิ้มลอง ภายใต้คอนเซ็ปต์ Baltic Crossover Cuisine ที่นำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย รวมถึงรสชาติที่คุ้นเคยมารังสรรค์ให้เข้ากันกับอาหารสไตล์บอลติก รับรองว่าคนทานจะต้องรู้สึกสนุกไปกับการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใครแน่นอน โดยการนำเสนอเมนูอาหารภายในคอร์ส ทางเชฟจะพยายามปรับเปลี่ยนกรรมวิธี รูปแบบการตกแต่ง ส่วนผสมต่าง ๆ ตามฤดูกาลเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับคนที่เข้ามาทานอยู่เสมอ

เชฟทั้งคู่ใช้วิธีการปรุงอาหารแบบฝรั่งเศส แต่บอกเล่าผ่านวัตถุดิบจากป่าและทะเล โดยประเทศลัตเวียเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศในลักษณะของ ‘ป่าล้อมทะเล’ คือมีพื้นที่ป่ามากกว่า 80% และมีพื้นที่ติดทะเล 20% 
 

บรรยากาศภายในโซนร้านอาหาร

ทั้งเชฟ Martin และเชฟ Aleksandrs ได้ร่วมกันครีเอทสุดยอดเมนู 6 คอร์ส (2,900 บาท) และ 8 คอร์ส (3,400 บาท) ในส่วนของ 8 คอร์สที่จับคู่เข้ากับเครื่องดื่มคอมบูฉะหรือที่เรียกว่า Fermanted Drink Pairing จะเริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกันด้วย Amuse-Bouche เมนูทานเล่น สำหรับปรับรสชาติอาหารก่อนเข้าสู่เมนูจานหลัก กับ ต้นไม้สี่ฤดู ขนมปังกรอบแผ่นบางที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฤดูกาลต่าง ๆ ในประเทศลัตเวีย เสิร์ฟออกมาในรูปแบบของใบไม้ 3 รสชาติ ได้แก่ รสสาหร่าย, รสมัลเบอร์รี และรสเห็ดพอร์ชินี เซ็ตนี้มาพร้อมกับมูสรสชาติต่าง ๆ อาทิ Soy Milk, Cacao Butter และ Truffle Oil ให้เลือกดิปทานคู่กัน


  • Fermanted Drink Pairing เป็นเครื่องดื่มที่ผ่านการหมักด้วยยีสต์แล้วนำไปผสมกับน้ำผลไม้และน้ำชาประมาณ 1 สัปดาห์ จนได้เครื่องดื่มที่มีลักษณะคล้ายกันกับคอมบูฉะ ใช้ดื่มแทนไวน์ได้ แถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะมีแอลกอฮอล์เพียง 5% เท่านั้น
  • ทางร้านรับบัตรเครดิต 3 ธนาคารด้วยกันคือ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์ และ CitiBank (ทุกธนาคารมาพร้อมกับ Promotion ลดราคา 15% ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 63)
 

ต้นไม้สี่ฤดู

ตามมาด้วย Pearl of Siam ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบของบัลลังก์น้ำแข็งก้อนกลมแผ่นบาง ๆ ดีไซน์คล้ายเปลือกหอยที่ห่อหุ้มไข่มุกอยู่ ซึ่งก่อนทานเชฟจะต้องเบิร์นไฟให้น้ำแข็งละลายก่อนจึงจะมองเห็นส่วนผสมด้านใน มีลักษณะคล้ายกับเมนูเมี่ยงคำ ประกอบไปด้วย ใบชะพลู ดอกบัว อะโวคาโด เนื้อปู และซอสยูซุ ทานแล้วเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เมนูนี้เสิร์ฟมาคู่กันกับ Thai-Tea Yeast เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของชาไทยและยีสต์ ให้รสเปรี้ยวอมหวานนิด ๆ และความซ่าหน่อย ๆ พร้อมกันนี้ยังมี Sourdough Bread ขนมปังซาวร์โดว์ที่ใช้น้ำมะพร้าวเป็นส่วนประกอบทำเป็นขนมปังซาวร์โดว์แบบไทย ๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับเนย 2 รสชาติให้เลือกทานคู่กัน

 

Pearl of Siam

หลังจากเรียกน้ำย่อย ปรับรสสัมผัสกันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาลิ้มลองความอร่อยของเมนูจานหลักการบ้าง โดยใน 8 คอร์สต่อไปนี้ เมนูไฮไลต์ต่าง ๆ ที่เชฟเลือกนำเสนอเป็นพิเศษ ประกอบไปด้วย Sea Urchin มาในจานที่ดีไซน์ออกมาเหมือนเปลือกหอยเม่นซึ่งบรรจุ consommé หรือซุปเย็น ๆ, หอยเม่น, กิ่งซัฟฟรานดอง (Sapane Tree) และฟองน้ำมะกรูดผสมไวท์ช็อกโกแลต เมนูนี้ให้รสเปรี้ยว ได้ความสดชื่นที่ผสานเข้ากับความครีมมี่ของหอยเม่นอย่างลงตัว โดยจับคู่มากับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำอัญชัน

 

Sea Urchin

ต่อกันที่ Moon Flower ดอกชมจันทร์ของไทยที่กลายมาเป็นอาหารบอลติกด้วยการสอดไส้ครีมชีสที่ทำจากเม็ดกระบกพูเร ราดด้วยซอสที่มีรสชาติคล้ายกับน้ำต้มข่า ผสมผสานวัตถุดิบนานาชาติและของไทยไว้ด้วยกัน เมนูนี้จับคู่มากับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำกระเจี๊ยบ

 

Moon Flower

ถัดมาที่เมนู Mackerel ปลาแมคเคอเรลที่เสิร์ฟมาแบบเป็นตัว โดยทางเชฟจะปรุงมาให้ทานสองแบบสองรสชาติในตัวเดียวกัน ด้านหนึ่งเป็นปลาแมคเคอเรลดอง เนื้อปลาที่ได้จะไม่มีกลิ่นคาว เพราะผ่านกระบวนการดองแบบ caramarized ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นปลาแมคเคอเรลย่าง มาพร้อมกับ Horseradish Cream และซอสบีทรูทที่นำไปหยดลงบนตัวปลา ใช้แทนวาซาบิญี่ปุ่น เป็นการตัดรสชาติกัน เมนูนี้จับคู่มากับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำกระเจี๊ยบเช่นเดียวกัน

 

Mackerel

คอร์สเมนูถัดมาคือ Foie Gras พาสต้าทอร์เทลลินีสอดไส้เห็ดเผาะไทยและเห็ดเผาะดอง เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสที่มีความคล้ายกับ balsamic แต่ให้รสชาติที่แตกต่าง มีชื่อว่า ‘Birch Sap’ นำเข้าจากประเทศลัตเวีย โดยมีส่วนผสมของเห็ดทรัฟเฟิลในรูปแบบของโฟม และฟัวกราส์ เมนูนี้จับคู่มากับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำชาเขียว ให้กลิ่นหอมสดชื่นเย็น ๆ เป็นพิเศษ

 

Foie Gras

อีกหนึ่งเมนูไฮไลต์ที่เสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองก็คือ Bisque กุ้งนึ่งน้ำสมุนไพรร้อน ๆ ที่มาพร้อมกับซุปมันกุ้ง ตอนเสิร์ฟเชฟจะราดน้ำซุปสมุนไพรไทยลงไป แล้วอบประมาณ 2 นาที เพื่อให้น้ำซุปและความหอมของเครื่องสมุนไพรซึมซับเข้าสู่เนื้อกุ้ง ได้เนื้อกุ้งที่มีความนุ่ม หอมกลิ่นสมุนไพรไทยเต็ม ๆ คำ และเข้ากันดีกับน้ำซุปมันกุ้ง ที่ให้รสเข้มข้นกลมกล่อม เมนูนี้จับคู่มากับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำตะไคร้และข่า 

 

Bisque

ต่อเนื่องความอร่อยกันที่เมนู Scallops หอยเชลล์ที่ท็อปด้านบนด้วยสาหร่ายพวงองุ่นและไข่ปลาคาเวียร์ โดยเป็นคาเวียร์จากลัตเวียที่มีชื่อเรียกว่า Mottra Caviar ความพิเศษของคาเวียร์ชนิดนี้คือ เป็นไข่ปลาที่รีดมาจากปลาเซเจียน ด้วยกรรมวิธีรีดไข่ปลาแบบใหม่ ใช้วิธีช็อตแล้วรีดไข่ โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าปลาเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดเสิร์ฟลงบนเปลือกหอยและก้อนเกลือหิลามายัน เมนูนี้จับคู่กับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำสาหร่ายคอมบุรสเข้มข้น

 

Scallops

ท้าชิงความอร่อยไม่แพ้กันด้วย Deer เนื้อกวางเรนเดียร์จากญี่ปุ่น เสิร์ฟพร้อมกับเผือกทอดที่ตกแต่งด้วย Grey Pea, Wooden Sorrel สมุนไพรจากเชียงใหม่ มีลักษณะคล้ายกันกับใบ Clover โดยด้านล่างเป็นเผือกสไลซ์ สลับชั้นมากับ Hazelnut แล้วราดด้วยซอสมะขาม เมนูนี้จับคู่กับเครื่องดื่ม Fermanted ที่มีส่วนผสมของน้ำข้าวหมัก

ระหว่างคอร์ส ทางร้านมี Pre-Dessert Complimentary เป็นไอศกรีมโยเกิร์ตที่ทำสดใหม่ เสิร์ฟความอร่อยกันถึงที่โต๊ะอีกด้วย
 

Deer

ปิดท้ายกันที่เมนูของหวานอย่าง Snow Ball ไอศกรีมมะตูมก้อนกลม ๆ ที่เสิร์ฟมาในโหลแก้วที่ทางร้านสั่งทำพิเศษเพื่อให้รับกับดีไซน์ฐานรองรูปขอนไม้ มาพร้อมกับไอศกรีมเสาวรสแบบเกล็ดน้ำแข็ง Granita ที่มาช่วยตัดรสหวาน และตกแต่งด้วยดอกไม้ที่มาเพิ่มสีสันให้น่าทานมากยิ่งขึ้น 

 

Snow Ball

  • Big Surprise อีกอย่างหนึ่งของที่นี่คือ ภายหลังจากเสิร์ฟความอร่อยด้วยคอร์สเมนูสุดพิเศษแล้ว ทางร้านยังมี Chocolate Box ปิดคอร์สให้ทานกันคนละ 2 ชิ้นอีกด้วย แต่ถ้าอยากทานเพิ่มเติม สามารถซื้อกลับไปทานที่บ้านต่อได้ในราคาชิ้นละ 80 บาท
  • ความพิเศษของช็อกโกแลตของที่นี่คือทำสดใหม่ทุกวัน มีทั้งหมด 15 รสชาติ ได้แก่ Matcha Green Tea, Thai Tea, มะม่วง, มะพร้าว, Peanut Butter, เสาวรส, Milk Choc, Chocolate Mint, Blueberry, Caramel, ต้มข่า, ไข่เค็ม, ตะไคร้, วานิลลา และรสพิเศษที่มีส่วนผสมของไวน์ ดีไซน์เป็นรูปธงชาติของลัตเวีย 
 

Chocolate Box

Info
Hours
Today : Closed
Mon : Closed
Tue : 6PM - 10PM
5PM - 12AM
Wed : 6PM - 10PM
5PM - 12AM
Thu : 6PM - 10PM
5PM - 12AM
Fri : 6PM - 10PM
5PM - 12AM
Sat : 6PM - 10PM
5PM - 12AM
Sun : 6PM - 10PM
5PM - 12AM
Price

฿฿฿฿฿฿ มากกว่า 2,000 บาทต่อคน

Address
129 สุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ 9) เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
Map
Mass Transit

BTS ทองหล่อ

Facilities
Suggest an Edit