Urban Farm Dining Experience

Haoma ร้านอาหารคอนเซ็ปต์ใหม่ในย่านเอกมัยที่ได้ เชฟ Deepanker Khosla หรือเชฟดีเค เชฟหนุ่มชาวอินเดียที่น่าจับตามอง หลังจากอยู่เบื้องหลังร้านอาหารอินเดียชื่อดังอย่าง Charcoal  Tandoor Grill & Mixology และหลากหลายร้านอาหารในเครือโรงแรม Starwood มาดูแลและครีเอทตั้งแต่คอนเซ็ปต์ร้านและเมนูสุดพิเศษให้ โดย Haoma ได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ของการทานอาหารในฟาร์มใจกลางกรุงเทพฯ​ ที่ไม่เหมือนที่ไหนให้ทุกคนได้ลองสัมผัสประสบการณ์นี้กัน

Close To Nature

คำว่า Haoma หมายถึง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อโบราณ​ โดยเป็นต้นไม้ที่เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งและหยั่งรากลึกเพื่อเป็นแหล่งสร้างความอุดมสมบรูณ์ให้แก่โลกนี้ สำหรับการตกแต่งร้านจะเน้นผสมผสานความเป็นธรรมชาติเข้าไปให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้และปูนเปลือย ติดกระจกใสบานใหญ่รอบร้านเพื่อให้เห็นภาพของสวนผักด้านหลังร้าน และยังมีโซนที่นั่งบริเวณกลางสวนสำหรับช่วงเวลาเย็น ๆ อีกด้วย

We Grow What We Cook, We Cook What We Love

เชฟดีเคได้ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการศึกษาทดลองด้านเกษตรกรรมและอาหารเพื่อสุขภาพ ก่อนจะสร้างสวนผักแห่งนี้ขึ้นมา เกิดจากความตั้งใจที่ต้องการเสิร์ฟอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในสวนผักสีเขียวนี้ มีพันธุ์ผักและสมุนไพรกว่า 30 ชนิด ถูกปลูกด้วยวิธีที่ต่างกัน ไม่ว่าจะปลูกแบบ Hydroponics, Aquaponics หรือดินออร์แกนิก  ซึ่งผักและสมุนไพรทุกชนิดที่ปลูกที่สวนนี้ล้วนเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารและเครื่องดื่มของทางร้านทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีโซนบ่อปลา ที่ทางร้านเลี้ยงไว้เพื่อนำน้ำในบ่อปลามาหมุนเวียนปลูกผักต่อไป เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และนอกจากจะใช้ผักและสมุนไพรจากสวนภายในร้านแล้ว ทางเชฟดีเคยังได้ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มออร์แกนิคหลากหลายแหล่งมาประกอบอาหารด้วย

เชฟ Deepanker Khosla หรือเชฟดีเค

เชฟ Deepanker Khosla หรือเชฟดีเค

Young Chefs With Great Passion

ด้วยวัยเพียง 27 ปี เชฟดีเคมีร้านอาหารของตัวเองทั้งในประเทศอินเดียและบาหลี โดยเชฟดีเคได้เริ่มหลงรักในการทำอาหารตั้งแต่วัยรุ่น เคยผ่านการทำงานในครัวที่ร้านอาหารและโรงแรมชื่อดังมาแล้วทั่วโลก และสำหรับร้าน Haoma นี้ ยังได้ร่วมกับเชฟ Tarun Bhatia เชฟผู้ช่วยที่เป็นผู้ชนะการแข่งขันในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้จากรายการ San Pellegrino Young Chef 2016 มาเป็น Head Chef ของร้านนี้ด้วย

Buratta and the bubbles (390 บาท

Buratta and the bubbles (390 บาท

Modern Presentation With Honest Ingredients

สำหรับอาหารของที่นี่จะไม่ยึดติดกับสัญชาติอาหารใดสัญชาติหนึ่ง เพราะเชฟดีเคเชื่อว่าอาหารที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องมีสัญชาติมากำหนด ใครที่เข้ามาที่ร้านแล้ว ทางร้านแนะนำให้เริ่มจาก Buratta and the bubbles (390 บาท) จานสลัด Heirloom Tomatoes หลากสีสัน เสิร์ฟพร้อมโฮมเมดชีสบูรัตต้าออร์แกนิกเนื้อนุ่ม โรยด้วยลูกเดือยและสาคูหมักกับน้ำส้มบัลซามิก ซอส Chimchurri และ Pesto ท็อปด้านบนสุดด้วยบับเบิ้ลมะเขือเทศ

Stick to the roots (370 บาท)

Stick to the roots (370 บาท)

เชฟ Tarun Bhatia

เชฟ Tarun Bhatia

ต่อด้วยจานที่มีพรีเซนเทชั่นสวยงามน่าประทับใจอย่าง Stick to the roots (370 บาท) จานนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิดการกลับหัวของโลก โดยเชฟได้เลือกใช้ผักที่มีหัวฝังดิน เช่น บีทรูท, รากบัว, แครอท และอื่น ๆ นำมาปรุงในรูปแบบต่าง ๆ จัดวางบนจานและวาดจานให้คล้ายมีรากไม้แผ่ออกมา
Deep Sea Diving (550 บาท)

Deep Sea Diving (550 บาท)

Lamb in the hills (680 บาท)

Lamb in the hills (680 บาท)

สำหรับใครที่มองหาจานซีฟู้ด ลองสั่ง Deep Sea Diving (550 บาท) เมนูนี้เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากท้องทะเลที่เป็นแหล่งของอาหารมากมาย โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นหอยเชลล์จากฮอกไกโด หนวดปลาหมึกยักษ์ มะเขือม่วง ซอสมิโซะ และถั่วแระญี่ปุ่นที่ปลูกเอง มาถึงจานหลัก ทางเชฟนำเสนอ Lamb in the hills (680 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจการฝูงแกะบนภูเขา ใช้แกะจากนิวซีแลนด์ส่วนขาหน้าคลุกเคล้ากับสมุนไพรอย่างใบสาระแหน่ เนื้อแกะนุ่ม รองฐานด้วยด้วยแผ่นกระเทียมที่ถูกดองมาถึง 90 วัน ได้ความเหนียวและหวานคล้ายตังเม
Black Forest (350 บาท)

Black Forest (350 บาท)

ถึงเวลาของขนมหวานกับเมนู Black Forest (350 บาท) เมนูขนมที่เชฟชอบตั้งแต่สมัยเด็ก ทางเชฟเลือกใช้กระเจี๊ยบมาเพิ่มรสชาติเปรี้ยวตัดกับความเข้มข้นของมูสช็อคโกแลต

Crafted & Colorful Drinks

นอกจากเมนูอาหารที่โดดเด่นแล้ว ที่นี่ก็ยังนำเสนอเมนูค็อกเทลที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน โดยได้บาร์เทนเดอร์ฝีมือดีที่การันตีด้วยประสบการณ์  Mitchelle Kai , Brand Ambassador ของ Bacardi ที่เชี่ยวชาญการใช้วัตถุดิบสด ผสมผสานรสชาติของผักผลไม้ ทั้งยังใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนปรัชญาการลดขยะจากอาหาร มาครีเอทเมนูดริงก์ให้ และแน่นอนว่ายังคงเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่และผสมผสานผักและผลไม้ลงไปเช่นกัน

Bell Pepper (350 บาท)

Bell Pepper (350 บาท)

Kale (350 บาท)

Kale (350 บาท)

เริ่มจาก Bell Pepper (350 บาท) ค็อกเทลสีส้มสวย เบสวิสกี้ เพิ่มรสด้วยพริกหวานและพริกไทยสีชมพู รมควันด้วยไม้แอปเปิ้ล ได้รสชาติเผ็ดร้อนของพริกไทยเต็ม ๆ ต่อด้วย Kale (350 บาท) แก้วนี้เป็นเบส Gin อะโวคาโด , Kale , แอปเปิ้ล และ เซเลอรี่ รสกลมกล่อม

Strawberry (350 บาท)

Strawberry (350 บาท)

ปิดท้ายด้วย Strawberry (350 บาท) เบส Gin เพิ่มรสด้วยสตรอเบอร์รี่, เลมอน และสละ เสิร์ฟมาพร้อมสตรอเบอร์รี่กวน เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ชอบค็อกเทลรสหวาน