จากขอนแก่นสู่อารีย์ เบื้องหลังการครีเอตความแซ่บนัวที่แตกต่างของ ‘จี่เกีย’ ร้านอาหารอีสาน(สันดาน)ญี่ปุ่น

Published on December 24, 2025

“มาเด้อกินเข่า สวัสดีครับ จี่เกียยินดีต้อนรับครับ” 


นี่คือธรรมเนียม เสียงทักทายของกลุ่มพนักงานต้อนรับ ชวนให้นึกถึง ‘อิรัชชัยมาเสะ’ สำนวนต้อนรับแขกในร้านอาหารของชาวญี่ปุ่น หากแต่ที่นี่คือ ‘จี่เกีย’ ร้านอาหารอีสานชื่อดังจากขอนแก่นที่ก่อตั้งโดย ‘คุณหมู-ทิฆัมพร ศรีคำแหง’ อดีตดีไซเนอร์รถมอเตอร์ไซค์ของบริษัทญี่ปุ่น ผู้ชื่นชอบอาหารสไตล์อิซากายะ จึงรวมเอาสองวัฒนธรรมอาหารอีสาน-ญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้สโลแกน ‘ร้านอาหารสันดานญี่ปุ่น’ และหลังจากกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด จึงขยายสาขามาที่อารีย์ เพราะอยากให้คนเมืองได้ลองชิมอาหารอีสานที่ไม่ใช่แค่จัดจ้าน แต่ยังใส่ความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ในทุกเมนู เพิ่มมูลค่าอาหารไทยให้เข้าถึงง่ายและต่อยอดได้ไกลในระดับสากล


คอลัมน์ Behind The Taste เลยอยากชวนทุกคนไปติดตามเบื้องหลังความแซ่บนัวที่มาพร้อมดีเอ็นเอความประณีตแบบญี่ปุ่น ผ่านบทสัมภาษณ์สุดม่วนจอยของลูกอีสานตัวจริงในโพสต์นี้กัน !

 

จี่เกีย...ยินดีต้อนรับ

ส่งต่อวัฒนธรรมการกินจากแดนปลาดิบสู่แดนอีสาน


หากพูดถึงร้านอาหารที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียล กระแสตอบรับดีจนต้องขยับขยายสาขามาเปิดให้บริการในย่านอารีย์ให้คนเมืองได้ตามมาลิ้มลอง ‘จี่เกีย’ คือหนึ่งในลิสต์ร้านที่หลายคนอยากไปเช็คอิน แต่เบื้องหลังความแซ่บนัวที่มาพร้อมความประณีตแบบฉบับญี่ปุ่นนี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้รสชาติอาหาร เพราะนี่คือการผสมผสานวัฒนธรรมการกินสองสัญชาติ (ไทยอีสาน-ญี่ปุ่น) จนกลายเป็น ‘อาหารอีสานสันดานญี่ปุ่น’ ที่รอให้คุณได้ลองไปพิสูจน์ความอร่อยแปลกใหม่ด้วยตัวเอง ส่วนการเปิดร้านจี่เกียจะมีที่มาอย่างไรบ้างนั้น เราไปฟังคำตอบจาก ‘คุณหมู-ทิฆัมพร ศรีคำแหง’ เชฟเจ้าของร้าน ผู้ผลักดันวงการอาหารอีสานให้เข้าถึงง่าย รวมทั้งความเนี้ยบแบบญี่ปุ่นและความแซ่บแบบอีสานไว้ในแห่งเดียว


คุณหมู คืออดีตดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ฝ่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ของ Honda มาเป็นระยะเวลานานประมาณ 12-14 ปี และจากประสบการณ์การทำงาน เดินทางไปเรียนรู้งานที่เมืองโทชิกิ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เขาซึมซับจิตวิญญาณความประณีตแบบญี่ปุ่น ได้ความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้น รวมถึงตกหลุมรักเสน่ห์ของ ‘อิซากายะ’ (ร้านกิน-ดื่มสไตล์ญี่ปุ่น) ไปโดยปริยาย

 

คุณหมู-ทิฆัมพร ศรีคำแหง

“ช่วงชีวิตวัยทำงาน ผมได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก เพราะต้องเรียนรู้งานกับคนญี่ปุ่น ประกอบกับพื้นฐานผมชอบความเป็นญี่ปุ่นอยู่แล้ว และชอบทำอาหารมาตั้งแต่สมัยเรียน เพื่อน จะรู้กันดีว่าผมชอบทำกับข้าวในวงเหล้าให้เพื่อนกินกันเสมอ โดยพื้นฐานการเข้าครัวก็ได้มาจากคุณแม่ที่ทำอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียน ผมก็ซึมซับมาจากการได้เป็นลูกมือ ช่วยแม่เตรียมของครับ”


จนเมื่อถึงวันที่ต้องกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่จังหวัดขอนแก่น คุณหมูจึงตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่ตนนั้นชอบและถนัด นั่นก็คือนำทักษะการทำอาหารที่ซึมซับจากคุณแม่ และความช่างสังเกตแบบนักออกแบบ มาเริ่มต้นทำร้านยากิโทริเล็ก สไตล์ยาไต (วัฒนธรรมร้านอาหารริมทางแบบรถเข็นขนาดเล็กของญี่ปุ่น แรงบันดาลใจจากเมืองฟุกุโอกะ) ที่มีเพียง 9 ที่นั่งเท่านั้น


“ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น ผมหลงรักอิซากายะมาก ชอบบรรยากาศการดื่มการกินแบบนั้น แต่จุดเปลี่ยนจริง คือคุณพ่อเสียชีวิต ผมเป็นลูกคนเดียวเลยต้องกลับบ้านที่ขอนแก่น ซึ่งที่นั่นไม่มีศูนย์วิจัยหรือออกแบบรถยนต์ มีแค่โชว์รูมขายรถ ผมพยายามไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (GM) ร้านมอเตอร์ไซค์อยู่พักนึง ดูแลเรื่องระบบหลังบ้าน แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ผมอยากมีอะไรเป็นของตัวเอง เลยเริ่มทำร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ยากิโทริ เพราะผมชอบกินไก่ย่างไม้เล็ก ที่กินง่ายและเปลี่ยนรสชาติได้หลากหลายแบบ”

 

เชฟหมูลงครัว พร้อมเสิร์ฟความแซ่บนัว

“ผมไม่ได้แค่ขายไก่ย่าง แต่ผมแล่ไก่โชว์ เสียบไม้ และอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าส่วนนั้นส่วนนี้ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร ย่างแบบไหน คือทำด้วยความรัก ไม่ได้มองเรื่องกำไรเป็นหลัก กลายเป็นว่าคนติดใจเพราะการสื่อสารของเรา ในขอนแก่นคนรู้จักแต่การย่างไก่เป็นตัว แบบเขาสวนกวาง แต่การย่างแบบยากิโทริที่แยกชิ้นส่วนไก่กว่า 30-40 มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขาครับ”


จากร้านที่เน้นการแล่ไก่โชว์และสื่อสารเรื่องเล่าของยากิโทริชิ้นส่วนต่าง ซึ่งคนไทยไม่เคยสัมผัสการวิถีการกินรูปแบบนี้มาก่อน จนกลายเป็น Talk of the Town ในขอนแก่น ปลุกกระแสให้คนจังหวัดอื่น ๆ เดินทางตามไปชิม จนถึงวันนี้จี่เกียได้เติบโตและส่งต่อรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์มาให้คนกรุงได้ลิ้มลอง



อาหารอีสานสันดานญี่ปุ่น


“พอเริ่มมีคนมากินเยอะขึ้น ผมก็เริ่มจ้างลูกน้องมาช่วยเสียบไม้ ขยายโต๊ะเพิ่ม จนสุดท้ายตัดสินใจลาออกจากงาน GM มาทำร้านอาหารเต็มตัว ต่อมามีลูกค้าที่เป็นเจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์ชวนไปเปิดสาขาในเมือง และขยายไปเชียงใหม่กับอุดรธานี ทำให้ผมเริ่มเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการร้านอาหารที่ซับซ้อนขึ้น จนถึงจุดหนึ่งเราอยากทำสิ่งที่ถนัดทั้งคู่ คือเอาความชอบอิซากายะและอาหารอีสานมารวมกัน แม้ตอนนั้นจะมีร้านสไตล์อีสานกายะเยอะแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะแยกส่วนกัน เช่น ร้านตกแต่งญี่ปุ่นแต่ขายอาหารอีสาน ผมเลยอยากเบลนด์ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันตั้งแต่วิธีคิด งานบริการ จนเป็นที่มาของคำว่า อาหารอีสานสันดานญี่ปุ่น จี่เกียเป็นร้านอาหารอีสานสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยวิธีนำเสนอและการบริการ เลยใช้คำจำกัดความว่าอาหารอีสานสันดานญี่ปุ่น เพื่อยืนยันว่าเราเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นจริง ๆ ผ่านรสชาติอีสานครับ”

 

คุณหมูและทีมพ่อครัวจี่เกีย

จี่เกีย = ย่างเกลือ


ชื่อร้านจี่เกีย มีที่มาที่แสนเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ผ่านเทคนิคการย่างแบบวิถีชาวอีสาน “คำว่าจี่ในภาษาอีสานคือการย่างแบบชิดไฟ เช่น ข้าวจี่ จี่หอม จี่กระเทียม ผมชอบอาหารที่มีกลิ่นหอมติดไหม้นิด ส่วนคำว่าเกียก็คือเกลือเป็นเกลือสินเธาว์ที่คนอีสานออกเสียงสระเอีย พอมารวมกันเป็น ‘จี่เกีย’ คนอีสานจะเข้าใจทันที แต่คนภาคอื่นอาจจะคิดว่าเป็นภาษาจีนหรือเกาหลี ซึ่งมันก็เป็นข้อดีที่ทำให้คนสงสัยและเกิดการถามตอบครับ”

 

จี่เกีย = ย่างเกลือ

ปรุงรสแซ่บแบบอีสาน พิถีพิถันแบบญี่ปุ่น


“หัวใจสำคัญของรสชาติที่จี่เกียเลือกนำเสนอ ผมใช้วิธีคิดแบบนัก R&D คือต้องมีจุดเชื่อม ผมคิดค้นซอสปลาร้าหอม ซึ่งเป็นการนำปลาร้ามาต้มผสมกับทาเระ (Tare) ของญี่ปุ่น จนได้เครื่องปรุงหลักที่ใช้ทั้งย่างและปรุงอาหาร ที่ร้านจะไม่มีน้ำปลาหรือซอสปรุงรสฝาเขียวตั้งให้เห็นเลย แต่รสชาติของเราจะไม่ใช่อีสานออริจินัลที่เค็มโดด เปรี้ยวโดด หรือเผ็ดสุด ๆ  แต่จะเป็นรสชาติแบบนวล ๆ กลมกล่อม มีความมันและรสหวานปลาย ๆ คล้ายซอสญี่ปุ่น ซึ่งช่วงแรกคนอีสานแท้ ๆ อาจจะไม่เก็ต แต่ลูกค้าจากกรุงเทพฯ หรือคนที่มีประสบการณ์กับอาหารญี่ปุ่นจะชอบมากครับ ซึ่งสิ่งที่ผมทำทั้งหมด ไม่ได้ต้องการยกระดับอาหารอีสาน เพราะผมเชื่อว่าอาหารอีสานมีระดับของมันอยู่แล้ว แต่ผมต้องการเพิ่มมูลค่าด้วยการเล่าเรื่อง วัตถุดิบ และกรรมวิธีที่พิถีพิถันครับ”

 

เบื้องหลังความแซ่บนัว

อีสานกายะในแบบที่แตกต่าง


อีสานกายะในแบบของจี่เกีย ไม่เพียงแค่การขายอาหารอีสานในร้านที่ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น เสิร์ฟในถ้วยชามญี่ปุ่น หรือให้พนักงานสวมใส่ชุดกิโมนิเท่านั้น โดยแรกเริ่มใช้สโลแกนว่า ‘อีสานทรงญี่ปุ่น’ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ‘อาหารอีสานสันดานญี่ปุ่น’ ในภายหลัง พร้อมยึดแนวคิดหลักหรือคอนเซ็ปต์นี้กับทั้งอาหารและงานบริการของทางร้านอย่างเต็มรูปแบบ


“นอกจากงานบริการแบบญี่ปุ่นแล้ว เรื่องของวัตถุดิบผมใช้ DNA นักวิจัยไปเสาะหาวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ในการปรึงอาหารด้วยครับ เช่น เกลือสินเถาว์จากขอนแก่น เนื้อ ผักต่าง ๆ ซึ่งพฤติกรรมของร้านเราคือการทำร้านแบบแมส แต่ใส่ความละเอียดแบบไฟน์ไดนิ่งลงไป เช่น การจัดหน้าตาอาหารที่เราใช้ทักษะด้านการออกแบบมาช่วยจัดวางให้เรียบง่ายแบบญี่ปุ่น”

 

พิถีพิถันทุกขั้นตอน

อีกหนึ่งสิ่งที่จี่เกียให้ความใส่ใจไม่แพ้กันในระดับที่เรียกว่า Extreme Hygiene คือการเลือกใช้วัตถุดิบเนื้อสัตว์จากแหล่งซัพพลายเออร์หรือฟาร์มเลี้ยงคุณภาพ อย่างปลานิล-อิซุมิได จากฟาร์มระบบปิดที่ทั้งสะอาด ปลอดภัย เหมาะนำมาทำเมนูก้อยหรือของรับประทานดิบได้อย่างสบายใจ ไร้พยาธิ และความพิเศษที่หาได้ยากคืออาหารทุกเมนูของทางร้านจะผ่านการแล่ การคัดสรรมาเป็นอย่างดี ไม่มีก้างและกระดูกมาคอยรบกวนใจ เพราะคุณหมูตั้งใจฟิลเลต์ (Fillet) ทุกชิ้นส่วนวัตถุดิบ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานเฉพาะส่วนที่อร่อยที่สุดได้อย่างสะดวกสบาย

 

พร้อมเสิร์ฟแบบวิถีร้านอาหารญี่ปุ่น

กินดิบแบบถูกสุขอนามัย


ด้วยวัฒนธรรมการกินของชาวอีสาน ‘ของดิบ’ หรือ ‘ก้อย’ เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่ขาดไม่ได้ แต่ในยุคที่เรื่องของความสะอาดต้องมาควบคู่กับรสชาตินั้น คุณหมูจึงนำทักษะของความนักรีเสิร์ชมาเปลี่ยนภาพจำของดิบที่ดูน่ากลัว ไม่น่ากิน ให้กลายเป็นความประณีตที่ไว้วางใจได้


“จะเล่าเรื่องอาหารอีสานโดยข้ามเรื่องของดิบไปไม่ได้เลย เพราะมันคือวัฒนธรรม คำว่า ‘ก้อย' ในภาษาอีสานแปลว่าลาบดิบ ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เนื้อสัตว์นะครับ ผักหรือผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อนเราก็เรียกก้อยเหมือนกัน แต่ปัญหาคือในอดีตเมนูอย่างก้อยปลาขาว ถูกรณรงค์เรื่องพยาธิใบไม้ในตับจนรสความอร่อยมันเริ่มหายไป เพราะคนกลัวเรื่องสุขอนามัย ผมเลยพยายามหาวิธีเล่าเรื่องของดิบให้เหมือนที่คนญี่ปุ่นเล่าเรื่องซาชิมิ โจทย์คือทำอย่างไรให้กลับมากินได้อย่างปลอดภัย ก็ทำ R&D จนไปเจอฟาร์มปลาในระบบปิดที่จังหวัดสกลนคร เป็นปลาลูกผสมนิล-อิซุมิได ที่เลี้ยงในพื้นที่ควบคุม ไม่มีพยาธิ และมีใบรับรองยืนยัน ซึ่งรสชาติมันเหมือนปลาขาวดั้งเดิมมาก แต่สะอาดและถูกสุขอนามัยตามมาตรฐานสากลครับ”


ในขณะที่ ‘ซอยจุ๊’ หรือ ‘ลาบดิบ’ ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในระดับประเทศ จี่เกียกลับเลือกที่จะลงมือทำมาตรฐานนั้นด้วยตัวเอง อีกทั้งให้ความสำคัญกับ Minimal Contamination หรือการลดการปนเปื้อนในทุกขั้นตอน เพราะเขาเชื่อว่าการจะเพิ่มมูลค่าให้อาหารอีสานนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การจัดจานให้สวย แต่คือการสร้างความมั่นใจว่าทุกคำที่ลูกค้ารับประทานเข้าไปนั้นถูกสุขลักษณะเทียบเท่ามาตรฐานซาชิมิของญี่ปุ่น การนำเสนอของดิบที่จี่เกียจึงไม่ใช่เพียงการโชว์ความแปลกใหม่ แต่คือการรักษาจิตวิญญาณแห่งที่ราบสูง ให้คงอยู่ภายใต้การดูแลที่พิถีพิถัน เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนนอกที่เคยพะวงเรื่องความสะอาด ให้กลายเป็นความประทับใจในรสชาติที่ทั้งถูกปากและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน

 

แซ่บ สะอาด ปลอดภัยในทุกขั้นตอน

มาเด้อมากินเข่า


ตามธรรมเนียมวัฒนธรรมญี่ปุ่น เวลาเดินเข้าร้านอาหาร เรามักจะได้ยินประโยค ‘อิรัชชัยมาเสะ (ยินดีต้อนรับ)’ แต่เพราะจี่เกียคือส่วนผสมของสองวัฒนธรรม พนักงานของทางร้านจึงขานประโยคต้อนรับลูกค้าทุกคนด้วยประโยค ‘มาเด้อกินเข่า สวัสดีครับ จี่เกียยินดีต้อนรับครับ’ แทนคำสวัสดี เพื่อสื่อถึงวัฒนธรรมการชวนกินข้าวที่จริงใจของคนอีสานที่สามารถเรียกรอยยิ้มได้เสมอ


“สำหรับคนอีสาน การชวนกันกินข้าวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสมัยก่อนแผ่นดินอีสานที่แห้งแล้ง อาหารเป็นสิ่งที่หายาก เวลาคนเดินผ่านบ้านใคร เขาก็จะชวนกันกินข้าวเสมอ” จากการจับจุดร่วมของสองวัฒนธรรมมาผสมกัน การครีเอตเมนูต่าง ๆ จะสังเกตได้ว่ามีการดึงความคล้ายระหว่างอาหารญี่ปุ่นและอาหารอีสานมาไว้ในจานเดียวกันเสมอ สำหรับเมนูแนะนำประจำสาขาอารีย์ที่คุณหมูอยากให้ลองสั่งมาม่วนจอยความอร่อยนำกัน มีดังต่อไปนี้

 

ข้าวจี่มันปูไข่ผำ

  • ข้าวจี่มันปูไข่ผำ (149 บาท) “ผมมองว่าข้าวจี่ดั้งเดิมคือต้องจี่ให้เกรียม ข้างนอกกรอบข้างในนุ่มร้อน ผมเอามาปั้นทรงโอนิกิริ (Onigiri) เสิร์ฟเป็นเซ็ตเล็ก คู่กับป่นปลา แจ่วกุ้ง หรือซุปมะเขือ แทนที่จะเสิร์ฟในกระติ๊บหรือใส่ถุงพลาสติกแบบเดิม” ซึ่งพอจี่เกียมาเปิดสาขาอารีย์ในกรุงเทพฯ เชฟตั้งใจทำเมนูโมเดิร์น ที่ดูเหมือนโรยผงมัทฉะแต่เป็นผงไข่ผำออร์แกนิก นำมาผสมกับมันปูปรุงรสเพื่อทำเป็นไส้ และโรยบนตัวข้าวจี่ที่ทาไข่หลังย่างเสร็จ กลายเป็นเมนูเฉพาะสาขาที่คนนิยมสั่งจนต้องขายในทุกสาขา
  • ข้าวเหนียวไก่ย่าง (140 บาท) เมนูข้าวเหนียวไก่ย่างที่จัดมาเป็นเซ็ตแบ่งพอดีคำ เป็นไก่ย่างที่สอดไส้ข้าวเหนียวในคำเดียว เพื่อให้รับประทานงาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ สูตรเฉพาะของทางร้าน
  • ลิ้นโคขุนจี่ (109 บาท) “เมนูนี้ผมไปแข่งในรายการเชฟกระทะเหล็กแล้วได้คะแนนเต็ม 10 ความพิเศษคือเราใช้เฉพาะส่วนโคนลิ้น ที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มที่สุด ย่างโดยไม่หมักอะไรเลย แต่ทาด้วยซอสปลาร้าหอม” มั่นใจว่าทุกคำจะได้รสสัมผัสนุ่มฉ่ำเต็มคำ ผสมกับกลิ่นหอมจากถ่านและซอสทาเระปลาร้า เป็นสิ่งที่ลูกค้าทุกคนบอกต่อ จนกลายเป็นจานต้องสั่งเมื่อมาที่จี่เกีย
  • หอยหลอดจี่ (109 บาท) “เมนูสึคุเนะที่ทำมาจากเนื้อหอยโข่งบดผสมหมูนำไปย่างถ่าน”
  • ดุกจี่ (109 บาท) “เมนูปลาดุกอุยแล่เอาแต่เนื้อไม่มีกลิ่นดินย่างถ่านทาซอส” 
 

สารพัดเมนูแซ่บ ๆ แบบฉบับจี่เกีย

สนับสนุนสุราชุมชน


“เราเน้นขายสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครับ เพราะเราอยากสนับสนุนน้อง ๆ ที่เขาตั้งใจผลิตเหล้าคุณภาพในจังหวัดต่าง ๆ เช่น สาโท เพื่อให้คนรู้จักสาโทในระดับสากลมากขึ้น หรือเบียร์ขอนแก่น ผมอยากให้คนเลิกมองว่าสุราชุมชนคือเหล้าขาวไร้เกรด แต่ให้มองที่ความพิถีพิถันของวัตถุดิบ แม้แอลกอฮอล์จะดีกรีแรง ด้วยการกลั่นที่ยังไม่บริสุทธิ์เท่าสาโท แต่ดื่มได้ ม่วนได้ แกล้มของกินได้เข้าทีไม่แพ้กัน” 

 

บรรยากาศเคาน์เตอร์บาร์ภายในร้าน

อาหารอีสานแบบจี่เกีย ต้องกินกับสุราชุมชนถึงจะครบรส ซึ่งผู้ประกอบการจากหลายพื้นที่ก็นำสุราชุมชนมาฝากให้ลองชิม และวางจำหน่าย จี่เกียอยากให้คอนเซ็ปต์ร้านมีความเป็นเลือดอีสานให้ถึงที่สุด จึงเลือกขายสุราชุมชน เพื่อส่งต่อรสชาติและเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง



การเปิดรอบความอร่อยและแพลนขยายสาขา


“ตอนนี้ร้านจี่เกียมี 3 สาขา คือ ขอนแก่น โคราช และกรุงเทพฯ ความยากของกรุงเทพฯ คือเรื่องเวลาครับ ลูกค้าเจอกับปัญหารถติดทำให้มาไม่ตรงรอบชั่วโมงครึ่ง เราเลยต้องปรับเป็นรอบละ 2 ชั่วโมง และการแข่งขันที่นี่สูงมาก มีร้านอาหารหลากหลาย แต่เราก็ยึดฐานลูกค้าคุณภาพ ไม่ได้ใช้การตลาดแบบยิงแอด เน้นทำให้คนกลับมากินซ้ำ และเริ่มเปิดตัวผ่านสื่อมากขึ้นเพื่อให้คนรับรู้ว่าเราคือร้านอาหารแบบไหนครับ


แพลนเดิมคืออยากไปเปิดสาขาที่ญี่ปุ่นครับ ผมอยากเผยแพร่อาหารอีสานในเวอร์ชั่นอิซากายะที่นั่น ให้มันเป็นหนึ่งในคาแร็กเตอร์อาหารที่คนญี่ปุ่นยอมรับได้ โดยไม่ต้องตะโกนว่าเป็นอาหารสัญชาติไทยแบบเดิม แต่ตอนนี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่เอื้ออำนวยเลยพับไว้ก่อน ปีหน้าเลยอาจจะเน้นขยายสาขาในไทยก่อน ที่แพลนเอาไว้ก็มีที่ศรีราชา, อุบลราชธานี และมองไปถึงจังหวัดภูเก็ตด้วย เพราะร้านเราเหมาะกับเมืองท่องเที่ยวและคนเมืองที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์กินรูปแบบใหม่ ครับ”


สำหรับการเดินทางมาเปิดสาขาที่อารีย์ คุณหมูบอกว่านี่คือความท้าทายครั้งใหม่ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับจังหวะชีวิตคนกรุง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความตั้งใจที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารอีสานบ้านเกิด เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าอาหารอีสานนั้นประณีตและมีระดับในแบบของตัวเอง

 

เสิร์ฟความแซ่บพร้อมเครื่องดื่มจากสุราชุมชน

ความสุขของพ่อครัวจี่เกีย


“ความสุขของผมยังอยู่ที่เดิม คือการได้ทำอาหาร ได้วิจัยวัตถุดิบ และเข้าครัวไปลองสูตรใหม่ กับทีมงาน แม้ตอนนี้ต้องบริหารหลายสาขา แต่โชคดีที่เรายังมีพาร์ทเนอร์มาช่วยดูเรื่องการเงินและระบบหลังบ้าน ทำให้ผมมีเวลาไปโฟกัสเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ ซึ่งนอกจากการทำอาหารที่ร้านแล้ว การได้ทำ Chef's Table ในทุก ๆ ปี แม้กำไรจะไม่เยอะแต่มันคือความสุขที่ได้สื่อสารเรื่องอาหารอีสานในมุมมองใหม่ให้คนเข้าใจมากขึ้นครับ


สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ คืออยากให้เปิดใจรับอาหารอีสานยุคใหม่ ยุคนี้มันพัฒนาไปไกลกว่าเรื่องความไม่สะอาดหรือขาดสุขอนามัยแล้ว น้อง รุ่นใหม่ที่เลือกกลับบ้านมาทำสิ่งนี้ เขามีความรู้เรื่องการทำอาหาร มีความละเอียด และไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมเดิม จนเกินไป อาหารอีสานสร้างสรรค์ได้เยอะมาก อยากให้ลองมาสัมผัสความสนุกและรสชาติใหม่ ดูครับ” ตอกย้ำแนวความคิดที่ว่าวัฒนธรรมอีสานไม่เคยขังหรือปิดกั้นตัวเอง แต่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ได้เสมอ อาหารอีสานพัฒนาแล้ว ทั้งความสะอาด การจัดฟอร์ม และรสชาติ ทำให้เข้าถึงง่ายและเป็นสากลมากขึ้นโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์เลยแม้แต่น้อย"

 

“มาเด้อกินเข่ากันครับ"

ที่จี่เกีย...อาหารจึงไม่ใช่แค่การอิ่มท้อง แต่คือการเดินทางไปสัมผัสกับความรักและความภาคภูมิใจในรากเหง้า ที่ถูกถ่ายทอดผ่านมือของนักออกแบบลูกอีสานตัวจริง ผู้รักในความเป็นอีสานแต่จิตวิญญาณ (สันดาน) ญี่ปุ่นอย่างสุดหัวใจ หากใครที่อยากลองเปิดประสบการณ์อาหารอีสานในมุมมองใหม่ เชื่อเหลือเกินว่า ‘จี่เกีย’ จะทำให้คุณสัมผัสความเป็นอาหารอีสานสันดานญี่ปุ่น ‘อยู่ดีมีแฮง’ สมคำอวยพรส่งท้ายหลังมื้ออาหารได้อย่างจริงแท้แน่นอน



จี่เกีย (สาขาอารีย์)

ชั้น 2 Aree Garden, 62 พระรามที่ 6 ซอย 30 (BTS สถานีอารีย์)

เปิดทุกวัน แบ่งเป็นรอบ ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น.

สำรองที่นั่งผ่าน www.jikia.co.th, LINE : @jikiaisan หรือโทร. 061 268 4177

www.facebook.com/jikiaisan 

www.instagram.com/jikia_isan 

www.instagram.com/jikia_aree