เบื้องหลังความอร่อยของ ‘อยากย่าง’ กับเส้นทางในวงการอาหารของ ‘เชฟบิ๊ก-อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล’

Published on March 04, 2024

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินวลี “อยากทำแต่ไม่อยากกิน” ที่กลายมาเป็นชื่อร้านอาหารสไตล์ Chef’s Table อันโด่งดังมาจากการทำอาหารพรีเมียมเดลิเวอรีในช่วงสถานการณ์ Covid ของ ‘เชฟบิ๊ก-อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล’ ผู้ครองตำแหน่ง TOP CHEF Thailand 2023 ด้วยแพชชันที่มีใจรักในการทำอาหาร จึงต่อยอดมาสู่ ‘อยากย่าง’ อีกหนึ่งร้านอาหารที่ต้องจองข้ามปี ที่ไม่ใช่แค่เรื่องความอร่อย แต่กว่าที่เชฟจะมีวันนี้ได้ เขาต้องผ่านกับอุปสรรคมาแล้วมากมาย

BKK. จึงขอพาทุกคนไปชมเบื้องหลังความอร่อยของ ‘อยากย่าง’ รวมไปถึงเส้นทางในวงการอาหารที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของเชฟ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในเส้นทางของการเป็นเชฟ อุปสรรคและเรื่องราวระหว่างทาง มุมมองในการทำอาหาร ประสบการณ์ของเชฟที่ต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะเกิดเป็น ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ และ ‘อยากย่าง’ ขึ้นมา ไปจนถึงเมนูซิกเนเจอร์ที่เป็นไฮไลต์ตลอดกาล เพราะอะไรที่ทำให้คนต้องรู้สึกอยากลองทาน ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปทำความรู้จักและรับชมทุกเรื่องราวของเบื้องหลังที่น่าสนใจนี้พร้อม ๆ กัน!

 

‘เชฟบิ๊ก-อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล’ เจ้าของร้าน ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ และ ‘อยากย่าง’

 

พาไปชมเบื้องหลังความอร่อยของ ‘อยากย่าง’ รวมไปถึงเส้นทางในวงการอาหารที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของเชฟ


จากความสงสัยว่าทำไมทอดไข่ดาวถึงติดกระทะ

หากย้อนกลับไปในช่วงอายุ 18 ปีของเชฟ จากการเป็นคนสงสัยในเรื่องการทอดไข่ดาวยังไงไม่ให้ติดกระทะ ทำให้เขาเริ่มสนใจและศึกษาจนนำมาสู่แพชชันในการทำอาหาร ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่นำเขาเข้ามาสู่เส้นทางวงการอาหารเลยก็ว่าได้

“ถ้าให้เล่าถึงที่มาของเรื่องนี้ ผมไม่มีวันเบื่อเลย เพราะว่าผมยังจําวันแรกที่ชอบทําอาหารได้ดี ผมอายุประมาณ 18 ปี ที่ฝึกทอดไข่ดาวอยู่บ้าน ตอนนั้นเรียนนิเทศจุฬาอยู่ปี 1 แล้วทุกวันเสาร์ผมต้องอยู่บ้านคนเดียว ก็เลยจะทอดไข่ดาวกินเอง แล้วไข่ดาวมันติดกระทะ เราก็สงสัยว่าทําไมไข่ดาวมันติดกระทะ คือทำยังไงมันก็ติด แล้วสมัยนั้นยังไม่มี YouTube สอน เราก็เลยเรียนรู้เอง”

 

เริ่มรู้สึกว่าชอบทำอาหารตอนฝึกทอดไข่ดาวไม่ให้ติดกระทะ

“พอเรียนรู้เองก็ได้จุดประกายหลาย ๆ อย่าง เช่น ความร้อนของไฟ รูปทรงของกระทะ ความร้อนของกระทะ ขนาดของน้ํามัน รวมถึงคุณภาพของไข่ที่ใช้ด้วย มันมีหลายองค์ประกอบมาก คือถ้าเราลงน้ํามันจะต้องปล่อยให้ร้อนก่อน แต่ถ้าลงน้ํามันแล้วลงไข่เลย มันก็จะติดกระทะอยู่ดี พอผมศึกษาเองแล้ววินาทีที่มันทอดปุ๊บแล้วมันร่อนไม่ติดกระทะเลย ผมเลยรู้สึกว่าการทำอาหารมันท้าทายและน่าสนใจ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะประกอบเป็นอาชีพ แค่เริ่มรู้สึกว่าเราชอบทำอาหาร”


จากสกิลการทอดไข่ดาวพัฒนามาสู่การทำสเต๊ก

“พอทอดไข่ดาวเป็น เราก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าชอบทําอาหาร เลยอยากทําอาหารกินเองที่บ้าน มันก็เลยหนีไม่พ้นการทําสเต๊ก เพราะว่าใคร ๆ ก็ชอบกินสเต๊ก ผมเองก็เป็น Beef Lover ก็เลยฝึกทอดสเต๊กอยู่บ้าน ตอนนั้นเริ่มมี YouTube แล้ว เราก็ไปเห็น ‘Gordon Ramsay’ หนึ่งในเชฟไอดอลของผมตลอดกาล ผมชอบเขามากในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้านหรือหลังบ้าน เขาคือสุดยอดที่สุดสำหรับผมเลยครับ ก็เลยดูเขาทอดสเต๊กแล้วมันจุดประกายให้เราฝึกทอดจากคลิปของเขา ทํายังไงให้เนื้อมัน Perfect ที่สุด มันต้องมีปัจจัยอะไรยังไงบ้าง มีเนื้อแบบไหนบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราเองก็ยังไม่มีงบมาก ก็เลยซื้อเนื้อไทยมาลองทำเรื่อย ๆ มันก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งนี้ไม่ต้องมีใครให้เงิน เราก็พร้อมที่จะทํามัน”

 

ต่อยอดจากสกิลการทอดไข่ดาวมาสู่การทำสเต๊ก


ผ่านอุปสรรคมามากมายกว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เชฟ’ ได้

“ถ้าย้อนกลับไปคือผมผ่านอะไรมาเยอะมาก ๆ ในสมัยก่อนอาชีพเชฟมันดูเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมั่นคง ดูเป็นอาชีพที่ต้องเหนื่อยตลอดเวลา แต่ผมว่ายุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไป มันมีอะไรต่าง ๆ ที่เชิดชูอาชีพนี้มากขึ้นนะครับ ความหมายของเชฟสําหรับผมมันก็เลยค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามช่วงอายุของมัน แต่ว่าช่วงที่ผมเริ่มเป็นเชฟ คําว่า ‘เชฟ’ สําหรับผมมันยิ่งใหญ่ มัน Impact มาก เพราะต้องให้เชฟอีกคนแต่งตั้งเราเลยว่าเราคือเชฟ และทุก ๆ ปี มันจะมีความท้าทายใหม่ ๆ เจอกำแพงที่สูงจนเหมือนจะกระโดดข้ามไม่ได้ แต่ว่าด้วยความที่ผมเป็นคนทะเยอทะยาน ผมก็จะกระโดดข้ามมันได้เสมอ”

 

เชฟเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของการผ่านอุปสรรคมามากมายกว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เชฟ’ ได้

“กำแพงที่โหดสุดใน 4-5 ปีแรกของการทําอาหารก็คือการต่อต้านของพ่อแม่เรา ซึ่งเป็นกําแพงที่ผมมองว่าตลอดระยะเวลาในการทําอาหารมา 10 กว่าปี กำแพงนี้เป็นกําแพงที่สูงที่สุด พ่อแม่ไม่อยากให้เราเป็นเชฟ แล้วพอเราไม่มีแรงสนับสนุนจากคนเบื้องหลังหรือคนที่เรารัก มันก็จะต้องใช้กําลังใจเยอะกว่าคนอื่นมาก ๆ ในจุดนั้น”

“หลังจากกําแพงนั้นก็คงเป็นกําแพงในเรื่องของการได้เข้าไปฝึกงานจริง ๆ ในร้านอาหาร ได้ทํางานอยู่ในร้านอาหาร มันไม่เหมือนอย่างที่เราคิดไว้ มันมีความกดดัน ไม่ได้แค่ตื่นมาทําอาหาร แต่มันต้องเข้ากับเพื่อนร่วมงานให้ได้ด้วย ต้องทํางานเป็นทีมให้ได้ด้วย ต้อง Hard Working ให้ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเส้นทางนี้ของผมมันเลยจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความจริงแล้วมันหนักมาก ๆ แต่ผมก็ไม่อยากยอมแพ้ ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่อยากตื่นเพื่อไปทําอาหาร”

 

อุปสรรคในการทํางานเมื่อตอนอยู่ในร้านอาหารที่เต็มไปด้วยความกดดัน

 

เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการทำ Food Truck ตอนอยู่มอหก

“ธุรกิจแรกในวงการอาหารของผมเลยคือการทำ Food Truck ตอนอยู่มอหก ผมมีสมุดหนึ่งเล่มที่เอาไว้สำหรับจดออร์เดอร์ลูกค้า ตอนนั้นพ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยมาก ๆ ไม่อยากให้เราทำ ผมเลยคิดไว้ว่านี่คือสมุดเล่มแรกที่เราทําธุรกิจอาหาร แล้วถ้าวันหนึ่งเราประสบความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารได้ สมุดเล่มนี้จะต้องติดไว้หน้าร้าน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความพยายามในวันนั้นของผม”

 

สมุดเล่มแรกที่เอาไว้สำหรับจดออร์เดอร์ลูกค้า


‘เพราะแพชชันที่ไม่มีวันยอมแพ้ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่สนับสนุน’

“ผมอาจไม่ใช่เชฟที่เก่งที่สุด ไม่ใช่เชฟที่บริหารงานดีที่สุด แต่ผมเป็นเชฟที่ทะเยอทะยานมากที่สุดคนหนึ่ง ผมกล้าพูดเลย เพราะผมเป็นคนไม่เคยยอมแพ้ บางคนเวลาที่เขาเจออุปสรรคเขาอาจจะมองว่ามันไม่ใช่ทางของเขาแล้ว แต่สำหรับผมคือต้องลุยต่อไป”


“ผมไม่มีวันยอมแพ้เลย อันนี้เป็นจุดแข็งที่สุดของผม แล้วผมก็คิดว่าตัวเองทําได้อยู่เสมอ ทําให้พ่อแม่รู้ไปเลยว่าเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง ถ้าเขาไม่สนับสนุน ผมก็พร้อมที่จะลุยต่อ แล้วความดื้อของผมมันเลยทำให้เขาเห็นว่าเราเอาจริงนะ จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นซัพพอร์ตเรา ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ผมทำ แล้วสิ่งนี้มันยิ่งทำให้ผมมีแรงที่จะบินได้ต่อไปอย่างรวดเร็วและไปได้ไกลมากขึ้น”

 

เชฟผู้ไม่เคยยอมแพ้และเต็มไปด้วยแพชชันในการทำอาหาร

“5 ปีหลัง พอพ่อแม่สนับสนุน เขาก็ส่งเราไปเรียนต่อปริญญาโทด้านอาหารที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วผมก็มีโอกาสได้ทํางานต่อในร้านอาหาร Michelin Star 2 ดาว ผมเป็นคนชอบครัวร้อน บวกกับความฝันที่ผมอยากเป็น The Best ในวงการเชฟที่ใคร ๆ ต่างก็ให้เกียรติเรา ก็เลยเลือกเข้าไปทำงานในร้านอาหาร Fine Dining แล้วมันยิ่งทำให้เราหลงรักทุกอย่างในนั้นเลย”


‘ผู้ตกหลุมรักในทุกขั้นตอนของการทำอาหารฝรั่งเศส’

“ด้วยความที่ผมชอบ ‘Gordon Ramsay’ อยู่แล้ว ผมก็ไปศึกษาประวัติและเส้นทางในวงการเชฟของเขาว่าเป็นยังไง สุดท้ายแล้วในวงการ Fine Dining หลาย ๆ คน จะต้องเคยผ่านประสบการณ์การทํางานในครัวฝรั่งเศสมาก่อน ผมก็เลยตั้งเป้าไว้ว่าถ้าไปสวิตเซอร์แลนด์ ผมต้องการไปเอาประสบการณ์และความรู้ เราไม่ได้ไปในฐานะคนทำอาหารอาหารอร่อย แต่ไปมองในมุมกว้างว่าเจ้าของร้านอาหารเขาทํากันยังไง พอได้ไปเห็นก็รู้สึกว่าอาหารฝรั่งเศสมันมีเสน่ห์มาก ๆ ทุกอย่างถูกลงตำรา มีขั้นตอนบอกอย่างชัดเจน ก็เลยหลงใหลในการทําอาหารสไตล์ฝรั่งเศสมาก ๆ ครับ”

 

ตกหลุมรักในทุกขั้นตอนของการทำอาหารฝรั่งเศส


‘แค่ชอบทำอาหาร ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเชฟได้’

“คือผมมองว่าคนที่ชอบทําอาหารกับคนที่อยากประกอบอาชีพทําอาหารมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าคุณชอบทําอาหาร สมมุติทําสเต๊กอยู่บ้านหนึ่งจาน คุณกิน คุณอร่อย คุณมีความสุข แล้วก็ฝึกทําเรื่อย ๆ จนคิดว่าสามารถเปิดร้านอาหารได้ แต่อาชีพเชฟจริง ๆ แล้ว คุณอาจจะเข้าไปในครัวแล้วต้องทำสเต๊ก 35 ชิ้น ภายใน 10 นาที ต้องจัดจานสวย ๆ พร้อมกับลูกค้าที่หิว แล้วถึงตอนนั้นคุณอาจจะไม่ชอบทําอาหารเลยก็ได้ ผมมองว่าการทําธุรกิจอาหารหรือการเป็นเชฟจริง ๆ มันคือการทําทุกอย่างด้วยความกดดันให้ได้ ทําอาหารให้อร่อยหนึ่งจานใคร ๆ ก็ทําได้ แต่การทําอาหารให้อร่อย 200 จาน แล้วรสชาติเหมือนกันทุกจาน ผมมองว่าแบบนี้มันยากมาก”

 

การเป็นเชฟจริง ๆ คือการต้องทําทุกอย่างด้วยความกดดันให้ได้


‘เริ่มต้นจากอยากทำแต่ไม่อยากกิน ต่อยอดสู่อยากย่าง’

“ร้านนี้เริ่มมาจากช่วงโควิด ผมทําสปาเก็ตตี้โคตรปูง่าย ๆ ขาย แต่หลักการก็เหมือน Fine Dining เลยนะ แค่เราเอามาปรับลุคใหม่ให้มันดูเข้าถึงง่ายขึ้น กลายเป็นเมนูโด่งดังจนทำให้คนรู้จักผม จากนั้นก็เลยต่อยอดมาเป็น Chef’s Table ที่คนจองแบบเต็มทุกรอบจริง ๆ ตอนนั้นจำได้ว่าตื่นมาทำอาหารอย่างเดียวเลย จนกระทั่งร้านเริ่มเข้าที่เข้าทาง เราเลยอยากเปิดร้านใหม่ เรียกง่าย ๆ ก็คือเหมือนอยากปิดบริบูรณ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อไปเติบโตในอีกเส้นทางใหม่ เลยกลายเป็น ‘อยากย่าง’ ขึ้นมา”

 

‘อยากย่าง’ ร้านอาหารสไตล์ French Bistro ที่ต่อยอดมาจาก ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’

“ร้าน ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ มันคือร้าน Chef’s Table ที่เราทำอยู่บ้าน ทุกคนเข้ามาแล้วต้องเจอผม แต่ ‘อยากย่าง’ มันคือร้านอาหารสไตล์ French Bistro บางคนที่เขาไม่ได้อยากมาเจอผมแต่อยากลองกินอาหารของผม แต่กินแล้วต้องรู้สึกได้ถึงความเป็นเชฟบิ๊กนะ แล้วอีกอย่างมันเป็นความท้าทายของผมเองด้วยที่ว่าเราก็สามารถเปิดร้านอาหารจริงจังได้ ไม่ใช่แค่ร้านอาหารในบ้าน แล้วร้านก็อยู่ไกลด้วย แต่หลายคนก็ตั้งใจขับรถมากินกัน ผมก็เลยรู้สึกแฮปปี้ที่เห็นคนเขาตั้งใจมากินทั้ง ๆ ที่ร้านไม่ได้อยู่ในตัวเมือง”

 

บรรยากาศภายในร้าน

 

บรรยากาศภายในร้าน ‘อยากย่าง’


‘วัตถุดิบที่ดี เอกลักษณ์เฉพาะในการทำอาหารสไตล์เชฟบิ๊ก’

“ถ้าถามว่าอะไรคือเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการทําอาหาร ผมว่าการที่ผมเคยทำงานในร้าน Michelin Star มาก่อน ผมเลยจะให้ความสำคัญในเรื่องวัตถุดิบ ผมจะเลือกใช้ของที่ดีที่สุด แล้วก็ปรุงมันให้น้อยที่สุด คือผมไม่อยากทําอาหารที่เทคนิคเยอะแยะ เวลาผมคิดเมนูก็จะคิดแค่ว่าลูกค้ามาร้านเราเขาอยากกินไหม แล้วผมก็จะเสิร์ฟแค่ที่เขาอยากกิน”

“ผมว่าทุกเมนูทั้งสองร้านของผม คนจะชอบบอกว่าอาหารสไตล์นี้หาทานที่อื่นไม่ได้เลย ต้องที่นี่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเมนูง่าย ๆ อย่างขนมปังกับชีส มันเหมือนจะง่ายแบบร้านอื่นเขาขายกันทั่วโลก แต่ผมมองว่าของผมอร่อยที่สุด เพราะมันมีเรื่องของแพชชันและการใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็น การคุมอุณหภูมิ ชนิดของชีสที่ใช้ การตัดขนมปังยังไงให้บางกําลังดี และการใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละ ที่ผมคิดว่ามันทำให้แตกต่างจากคนอื่น”

 

เอกลักษณ์เฉพาะในการทำอาหารสไตล์เชฟบิ๊กคือการคัดสรรวัตถุดิบที่ดี


‘เมนูไฮไลต์ที่ใคร ๆ ก็ต้องมาลอง’

หากพูดถึงเมนูไฮไลต์ตลอดกาลแน่นอนว่าต้องขอยกให้กับ ‘สปาโครตปู’ เมนูพาสต้าสุดอลัง ที่ยอดขายถล่มทลาย จนกลายเป็นเมนูแจ้งเกิดของทางร้าน มีส่วนผสมของเส้นสปาเก็ตตี้ที่นำไปผัดให้เข้ากับพริกแห้งและกระเทียม แล้วเพิ่มความหอมและรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ด้วยมะนาว ท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอนและกรรเชียงปูก้อนโตแบบเต็มคำ ไม่ว่าใครทานก็ต้องถูกใจ

“เมนูที่ไม่ว่าใครมาก็ต้องสั่งคือ ‘สปาโครตปู’ Best Seller ตลอดกาล เป็นเมนูง่าย ๆ สปาเก็ตตี้ผัดกับพริกแห้งและกระเทียม ให้รสชาติเผ็ด เค็มกลมกล่อม เสิร์ฟคู่กับกรรเชียงปูจากสุราษฎร์ธานีที่เราเอามายำแบบทาร์ทาร์ ให้กลิ่นหอมพร้อมรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ จากมะนาว เวลาทานพร้อมกันรสชาติจะตัดกันแต่เข้ากันได้ดี และเมนูนี้ก็เป็นเมนูที่สะท้อนตัวผมที่สุด เพราะเป็นเมนูที่สร้างชื่อเสียงให้กับผม ถ้าผมอายุ 60 ปี ผมก็จะยังขายเมนูนี้แน่นอน 100% เลยครับ”

 

‘สปาโครตปู’ เมนูโด่งดังจาก ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’

 

‘สปาโครตปู’

ตามด้วยอีกหนึ่งเมนูที่ฮอตฮิตไม่แพ้กัน คือ ‘Beef Wellington’ เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ ที่หากใครยังไม่มีโอกาสได้ไปลองสักที ตอนนี้เชฟบิ๊กได้ยกเมนูนี้มาไว้ที่ร้าน ‘อยากย่าง’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พิเศษด้วยเนื้อสันในทาด้วยมัสตาร์ดที่ย่างจนได้กลิ่นหอม ห่อด้วยเห็ดและผักโขมที่ผัดกับเนย หุ้มด้วยแป้ง Puff Pastry แล้วอบจนด้านนอกกรอบฟู เสิร์ฟคู่กับซอสรสชาติเข้มข้น เข้ากันได้อย่างลงตัว

“อีกหนึ่งเมนูแจ้งเกิดตอนทำ Chef’s Table คือ ‘Beef Wellington’ บางคนที่เขาอาจจะอยากกินแค่เมนูนี้ แต่ตอนไปกินที่ ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ เขาต้องกินเมนูอื่น ๆ ในคอร์สด้วย ผมเลยยกเมนูนี้มาไว้ที่นี่ ซึ่งสูตรของผมจะต่างจากที่อื่น คือจะมีแต่เห็ดกับผักโขม ไม่มีแป้งเครปหรือพาร์ม่าแฮม ส่วนเทคนิคของผมคือจะผัดเห็ดให้มันแห้งมาก ๆ แล้วเอาไปโรยกับเนื้อ เวลาอบเนื้อออกมามันจะมีการคลายน้ำแล้วซึมเข้ากับเห็ด แล้วเนื้อก็จะมีความหอมหวานและนุ่มชุ่มฉ่ำละลายในปาก”

 

‘Beef Wellington’ เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ ที่ยกมาไว้ ‘อยากย่าง’

และสุดท้ายเมนูที่ขาดไม่ได้ ต้องลอง ‘มันบด’ เนื้อเนียนสุดครีมมีที่เชฟบิ๊กได้สูตรความอร่อยมาจากร้านอาหาร Michelin Star ที่เขาทำงานมา แต่มีการปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย บอกเลยว่านุ่มละมุน หอมกลิ่นเนยแบบเต็มคำ ทานได้เพลิน ๆ

“อีกหนึ่งเมนูที่ต้องลอง คือ ‘มันบด’ ผมมองว่าเมนูนี้ได้กลายเป็นซิกเนเจอร์ของผมไปแล้ว คือผมได้สูตรมาจากร้านอาหาร Michelin Star แล้วเอามาปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทย ผมใช้มันไทยผสมกับมันเนเธอร์แลนด์ แล้วเอามาบดกับตะแกรงจนได้เนื้อนุ่มกำลังดี ผสมกับเนยฝรั่งเศส AOP แท้ แล้วกวนจนเนื้อมันเนียนนุ่มเข้าด้วยกัน”

 

‘มันบด’ เนื้อเนียนสุดครีมมี ทานคู่กับ ‘Beef Wellington’ เข้ากันได้ดี


‘จากการที่เป็นคนไม่ยอมแพ้ในวันนั้น

สู่การเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จในวันนี้’

“ถ้าถามว่าวันนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ผมดีใจมากกว่าว่าในทุกช่วงจังหวะของชีวิตที่ผมผ่านมาได้ ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าไม่ประสบความสําเร็จ คือเราประสบความสําเร็จในระดับหนึ่ง มีเงินที่เราหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ไม่ใช่ขอเงินพ่อแม่มาเปิดร้าน อันนี้ผมภูมิใจมาก ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะทําได้เหมือนกัน เพราะตอนแรกมันยากมากจริง ๆ ผมเลยมองว่าด้านนี้ผมประสบความสําเร็จครับ”

“แล้วอีกอย่างคือผมว่าผมก็ประสบความสําเร็จมากที่สามารถทำให้เราเป็นเชฟที่มีคนรู้จักในระดับหนึ่งได้ และสามารถแสดงแพชชันตัวเองให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ รวมถึงคนที่เขาเคยดูถูกอาชีพนี้ แล้วในเชิงของจิตใจก็รู้สึกว่าตัวเองประสบความสําเร็จที่มีลูกค้าคอยซัพพอร์ตในอาหารที่เราพร้อมจะตื่นมาทํามันทุกวันไปจนตาย อันนี้ผมพูดจริง ๆ คือลูกค้าจองเต็มตลอดทุกวัน บวกกับการได้รางวัลในรายการแข่งทำอาหาร TOP CHEF Thailand 2023 มันก็ถือว่าประสบความสําเร็จหลาย ๆ อย่าง”

 

จากการที่เป็นคนไม่ยอมแพ้ในวันนั้น สู่การเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จในวันนี้

“แต่ถ้าถามว่าผมประสบความสําเร็จแบบ Successful เลยไหม สุดท้ายแล้วผมก็ยังพูดว่าไม่ 100% เพราะผมยังมีเป้าหมายใหญ่ที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็คือประสบความสําเร็จในระดับหนึ่งแหละ แต่มันยังไม่สุด มันยังไปได้อีก ถ้าเปรียบเทียบก็ประมาณ 85% แล้วเหลืออีก 15% สุดท้ายของความฝันแล้ว ก็คือการทำร้านใหม่ที่ผมฝันไว้ตั้งแต่อายุ 18 ตอนนี้ก็ใกล้จะเสร็จแล้วครับ และอีกเป้าหมายของผมคือต้องการให้ร้านอาหารได้ Michelin Star 1 ดาว แล้วชีวิตนี้ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

 

อีกหนึ่งเป้าหมายในชีวิตคือต้องการให้ร้านได้ Michelin Star 1 ดาว


‘เชื่อว่าตัวเองต้องทำได้ แรงบันดาลใจสำคัญสำหรับอาชีพเชฟ’

“ผมไม่อยากให้ใครคิดว่าอาชีพเชฟมันดูเป็นอาชีพที่ไม่มีอะไร เพราะจริง ๆ แล้วเชฟคืออาชีพที่มีเกียรติ มีหน้ามีตาในสังคม แล้วก็สามารถสร้างรายได้ให้เรา ถ้าคุณรักมันจริง ๆ อย่าเพิ่งยอมแพ้ ในช่วงแรก ๆ มันจะยากมาก แต่เชื่อผมเถอะคุณจะมีความสุขมากถ้าคุณผ่านมันมาได้ ขอแค่ตื่นมาทำก่อน ถ้าไม่ไหวก็พักนิดนึง แต่อย่าหยุดนะ พักแล้วสู้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็อย่าลืมว่าคุณมาทําอาชีพนี้เพราะอะไร Remember Why You Started อย่าดูถูกความฝันของตัวเอง แล้วก็ต้องเชื่อด้วยนะว่าตัวเองทําได้ แล้ววันหนึ่งที่คุณทำได้คุณจะภูมิใจกับมันมาก ๆ ครับ”

 

Remember Why You Started เชื่อว่าตัวเองต้องทำได้ แรงบันดาลใจสำคัญสำหรับอาชีพเชฟ

ก่อนจากกันไปเชฟบิ๊กทิ้งทายว่า

“ฝากร้าน ‘อยากย่าง’ อาหารสไตล์ French Bistro ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะครับ แล้วก็มีร้านอาหาร Chef’s Table ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ ถ้าอยากเจอผมก็มาทาน Chef’s Table ได้ แล้วก็ประมาณเดือนช่วงมิถุนายน ผมจะมีเปิดร้านใหม่ พูดง่าย ๆ ว่าตลอดทั้งชีวิตผมเหลือแค่ความฝันเดียวที่มีมาตั้งแต่อายุ 18 ปี เราเก็บเงินมาเพื่อเปิดร้านนี้ ฝากติดตามด้วยครับ มันต้องเป็น Opening of the Year แน่นอน”

 

ฝากร้าน ‘อยากย่าง’ และ ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ รวมถึงฝากติดตามร้านใหม่ที่กำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้

อยากทำแต่ไม่อยากกิน
ซอยเจริญราษฎร์ 7 (แยก 7-6-1) ถนนพระราม 3
ต้องจองล่วงหน้าก่อนเท่านั้น!
โทร. 08-1819-6262
www.facebook.com/yaktummaiyakgin
www.instagram.com/yaktummaiyakgin


อยากย่าง
ซอยเจริญราษฎร์ 7 ถนนพระราม 3
เปิด วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 17.00-22.30 น.
(วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดรอบกลางวัน เวลา 12.00-14.00 น.)
โทร. 09-3509-3650
www.facebook.com/yakyangbistro
www.instagram.com/yak_yang