PHOkitchen ร้านพาสต้าโฮมเมดที่เลือกเล่าเรื่องผ่าน “เส้นพาสต้า” ในแบบของตัวเอง
#BEHINDTHETASTE ครั้งนี้ เราชวนทุกคนแวะมาเอ็นจอยมื้ออร่อยกันในครัวสุดโคซี่ของ PHOkitchen ร้านพาสต้าโฮมเมดจากสองหนุ่มสาวในแวดวงศิลปะ อย่างคุณกิ๊ก - กุลวดี โพธิ์อุบล และ คุณมอช - พงศธร คุ้มปลี ที่แม้เส้นทางของร้านจะเติบโตท่ามกลางความท้าทายอย่างช่วงโควิดที่ต้องปรับตัวสู่เดลิเวอรี แต่ก็กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ PHOkitchen เป็นที่รู้จักมากขึ้น และได้ทดลองพัฒนาพาสต้าในรูปแบบใหม่ ๆ
What is your “Homemade”
ซึ่งสำหรับกิ๊กและมอช คำว่า Homemade ไม่ใช่แค่การทำอาหารเอง แต่คือการทำในแบบที่เป็นตัวเอง ใช้วัตถุดิบที่เข้าถึงได้ และยังคงเชื่อมโยงกับครอบครัว ตั้งแต่วัตถุดิบจากสวนของที่บ้านไปจนถึงความฝันของการมีพื้นที่ที่ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน พร้อมกับความใส่ใจในทุกองค์ประกอบของอาหารหนึ่งจานที่ต้องดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
Where It All Began
ถ้าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น PHOkitchen นั้นมาจากความสนใจเล็ก ๆ ของคุณกิ๊กที่เริ่มจากการถ่ายภาพร้านอาหารในเชียงใหม่ ก่อนจะได้ลองทำงานในร้านพาสต้าและเรียนรู้การใช้วัตถุดิบโลคอลอย่างจริงจัง
หลังจากนั้น คุณกิ๊กกลับมาทำงานประจำในกรุงเทพฯ แต่ก็เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตมากขึ้น จนในช่วงที่ว่างงาน ได้ลองหยิบวัตถุดิบใกล้ตัวอย่างผักโขมจากสวนหลังบ้านมาทำ “พาสต้าผักโขม” เมนูแรกที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการออกบูทเล็ก ๆ และค่อย ๆ พา PHOkitchen เติบโตขึ้นจนกลายเป็นร้านในวันนี้
When Crisis Becomes Opportunity
และจากบูทเล็ก ๆ ในปี 2019 PHOkitchen ค่อย ๆ ขยับมาเป็นหน้าร้านขนาดกะทัดรัดในรัชดาซอย 3 ก่อนจะต้องเผชิญกับวิกฤตโควิดในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ตัดสินใจทำร้านเต็มตัว แม้จะต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นเดลิเวอรี แต่ก็กลายเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก และเปิดพื้นที่ให้ได้ทดลอง พัฒนา และต่อยอดพาสต้าในแบบของตัวเองมากขึ้น แถมยังมีแฟน ๆ คอยติดตามให้กำลังใจ
Pasta Craft
แน่นอนว่าพาสต้าในแบบของ PHOkitchen ไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นสด แต่ยังค่อย ๆ ขยับขยายและพัฒนามาจนทั้งคู่ขอเปลี่ยนไปเรียกว่า “พาสต้าคราฟต์” ที่มีรูปทรงและคอนเซ็ปต์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นพาสต้าในธีมเทศกาล ดอกไม้ หรือเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว รวมถึงภาพยนตร์และซีรีส์ที่ทั้งคู่ชื่นชอบ ซึ่งหลายเมนูเริ่มจากการทำกินเอง ก่อนจะกลายเป็นเมนูที่ลูกค้ารอคอย ทั้งเมนูข้าวผัดฟ้าใสจากอนิเมชันชื่อดังอย่าง Weathering with you หรือเมนูนาโปลีตันจากเรื่อง First Love ไปจนถึงเมนูราเมนมันภูเขาจาก Kimetsu no Yaiba
Creating a Space to Pause
และด้วยพื้นฐานจากสายศิลปะ การคิดเมนูของ PHOkitchen จึงเริ่มจาก “คอนเซ็ปต์” เสมอ ก่อนจะค่อย ๆ แปลงออกมาเป็นรูปทรง รสชาติ และประสบการณ์ อย่างซีรีส์พาสต้าใบโคลเวอร์ที่ตั้งใจสื่อถึงความหวังและกำลังใจในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการความรู้สึกดี ๆ เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน บวกกับช่วงนั้นมีซีรีส์ที่เรื่อง Can This Love Be Translated ออกมาพอดี แถมในเรื่องนี้ยังมีกิมมิกที่เกี่ยวกับใบโคลเวอร์เป็นฉากน่ารัก ๆ ที่ทั้งคู่ชอบด้วย ทุกอย่างจึงถูกครีเอตออกมาได้อย่างน่ารัก
Cozy Corner of Craft
มาพูดถึงไวป์ดี ๆ ของที่นี่กันบ้าง บรรยากาศของ PHOkitchen เป็นพื้นที่ขนาดกะทัดรัดที่ให้ความรู้สึกเหมือน “ครัวเล็ก ๆ ในบ้าน” มากกว่าร้านอาหารเต็มรูปแบบ ด้วยความตั้งใจที่อยากให้คนที่แวะเข้ามารู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเอง โทนของร้านจึงเรียบง่าย อบอุ่น และไม่ปรุงแต่งจนเกินไป เปิดให้เห็นจังหวะการทำงานของครัวแบบใกล้ชิด เสมือนได้มานั่งดูคนทำอาหารค่อย ๆ ประกอบแต่ละจานด้วยมือ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ทุกมื้อไม่ใช่แค่การนั่งทาน แต่เป็นการใช้เวลาช้า ๆ ไปกับรายละเอียดเล็ก ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงหน้าตาของพาสต้าในจานที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจ ให้ความรู้สึกเหมือนแวะมากินข้าวบ้านเพื่อนที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบอย่างพอดี
A Plate That Feels Like Home
และหากต้องเลือกพาสต้าเพียงหนึ่งจานที่นิยามความเป็น PHOkitchen ได้ชัดที่สุด ทั้งสองคนขอยกให้ Sunflower Pasta เป็นคำตอบ เพราะจานนี้เริ่มต้นจากแนวคิดแบบงานศิลปะที่ค่อย ๆ ถูกประกอบขึ้นเป็นพาสต้ารูปดอกทานตะวันอันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน ไม่ได้เป็นเพียงเมนูที่สะดุดตา แต่ยังเป็นเหมือนภาพรวมของเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่จุดเริ่มต้นของร้าน วัตถุดิบจากบ้าน ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่หลอมรวมอยู่ในทุกองค์ประกอบ ถ่ายทอดออกมาเป็นรสชาติที่ทั้งคู่คุ้นเคย และอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้ลอง
เมนู Sunflower Pasta (390 บาท) จานซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นทั้งในแง่หน้าตาและรสชาติ พาสต้ารูปดอกทานตะวันเสิร์ฟพร้อมซอสเพสโต้โฮมเมดจากโหระพาที่ปลูกเอง ให้กลิ่นหอมสดชื่นแบบธรรมชาติ เสริมด้วยความครีมมี่นุ่มละมุน และรสเปรี้ยวหวานของมะเขือเทศที่ช่วยเติมความบาลานซ์ให้จานนี้กินง่ายยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งเมนูที่รวมทั้งความสวยงามและความเป็น PHOkitchen ไว้ได้อย่างครบถ้วนในจานเดียว
Little Luck in Every Bite
ทั้งคู่ยังชวนเรามารับความโชคดีกันต่อกับโคลเวอร์ใบโตบนเมนู Clover Lasagna (380 บาท) ลาซานญ่าชิ้นกำลังดีที่ยังคงลูกเล่นของใบโคลเวอร์ไว้ด้านบน แผ่นพาสต้าเรียงซ้อนกับซอสเนื้อและชีสที่ให้รสเข้มข้นแบบ comfort food แต่เพิ่มความสดใสด้วยแผ่นพาสต้าโทนสีพาสเทลด้านบนที่ช่วยให้จานนี้ดูเบาขึ้น เป็นเมนูที่ผสมความคลาสสิกเข้ากับความ playful ของ PHOkitchen ได้อย่างลงตัว
A Taste of Summer Brightness
อีกหนึ่งเมนูพาสต้าคราฟต์ที่สะท้อนความขี้เล่นของ PHOkitchen ได้อย่างน่ารักคือ Daisy Pasta (380 บาท) ที่มาในรูปทรงดอกเดซี่ที่ดูน่ารักตั้งแต่แรกเห็น แต่เบื้องหลังคือการบาลานซ์รสชาติที่คิดมาอย่างดี ซอสบราวน์บัตเตอร์ส้มให้ความหอมมันจากเนยที่เคี่ยวจนได้โทนคาราเมลอ่อน ๆ ผสานกับน้ำและเนื้อส้มคั้นสดที่เติมความเปรี้ยวหวานสดชื่นลงไปอย่างพอดี ก่อนจะนำไปคลุกเคล้ากับเส้นพาสต้าที่ทำจากแป้ง 00 ผสมไข่ไก่และไข่เป็ดเลี้ยงปล่อย ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบกำลังดี เสิร์ฟพร้อมเบคอนรมควันโฮมเมดที่ช่วยเพิ่มมิติความเค็มและกลิ่นหอมปิดท้าย โรยด้วยพาร์เมซานชีสและสมุนไพรเล็กน้อยเพื่อตัดเลี่ยน เป็นอีกจานที่ทั้งหน้าตาและรสชาติชวนให้นึกถึงบรรยากาศสดใสของฤดูร้อนได้อย่างลงตัว
Crunch of Craft
นี่เป็นอีกหนึ่งเมนูที่หยิบ “เศษแป้ง” มาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ กลายเป็นพาสต้าอบกรอบรูปใบโคลเวอร์คืออีกหนึ่งจานที่ทั้งสองคนภูมิใจนำเสนอ ในจานของ Crispy Pasta (380 บาท) ที่ให้เท็กซ์เจอร์เบา กรุบกรอบ กินเพลิน เสิร์ฟคู่กับดิปหลากรส ทั้งซอสครีมชีส ซัลซามะเขือเทศ และซอสเผ็ดเล็ก ๆ เพิ่มมิติในการกิน เป็นจานกินเล่นที่ทั้งสนุกและสะท้อนความคิดแบบ Zero - Waste ได้อย่างน่าสนใจ
Simply Comforting
นอกจากนี้ยังมีเมนู Tomato Soup (180 บาท) ซุปมะเขือเทศที่ตีความใหม่ให้เข้าถึงง่ายขึ้นในแบบของ PHOkitchen เลือกใช้มะเขือเทศสดนำมาปั่นโดยไม่เติมครีม ทำให้ได้เนื้อซุปที่เบา ลื่นคอ และยังคงความสดชื่นตามธรรมชาติ เสริมกลิ่นหอมด้วยออริกาโนและไทม์แบบพอดี ไม่เข้มจนเกินไป เหมาะสำหรับทั้งคนที่ชอบและไม่คุ้นเคยกับซุปมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมขนมปังสำหรับจุ่ม เพิ่มความอบอุ่นและทำให้จานนี้กลายเป็น Comfort Menu ที่ทานง่ายในทุกมื้อ
Where Every Plate Feels Like Home
ท้ายที่สุด PHOkitchen อาจไม่ใช่แค่ร้านพาสต้าที่โดดเด่นด้วยหน้าตาน่ารักหรือไอเดียที่แปลกใหม่ แต่คือพื้นที่เล็ก ๆ ที่รวมเอาความสัมพันธ์ของครอบครัว ความตั้งใจของคนทำ และความสุขของคนกินไว้ในจานเดียว ทุกเมนูจึงไม่ใช่เพียงแค่การทดลองทางรสชาติ แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านวัตถุดิบที่คุ้นเคยและความคิดสร้างสรรค์ที่เติบโตไปพร้อมกับร้าน ในจังหวะที่เรียบง่ายและจริงใจ เหมือนกับการได้กลับมากินข้าวที่บ้าน ที่แม้จะไม่ได้หวือหวา แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกดี ๆ ที่ทำให้อยากกลับมาซ้ำอีกครั้ง


