Farm To Table, Hideout ส่งความ(สุข)ออร์แกนิกจากไร่ สู่ไอศกรีมผัก-ผลไม้ ย่านปากคลองตลาด
ชวนหลบร้อนไปผ่อนคลาย ดับกระหาย เติมความอร่อยที่ ‘Farm To Table, Hideout’ คาเฟ่-ร้านอาหารประจำปากคลองตลาด ที่พร้อมเสิร์ฟสารพัดเมนูไอศกรีมผัก-ผลไม้ และอาหาร Home Cooking
ท่ามกลางความคึกคักของย่านค้าส่งดอกไม้และสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ‘ปากคลองตลาด' ใครจะรู้ว่าหากเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ จะมีพื้นที่แห่งความสุขที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบง่ายและอบอุ่น นั่นคือ ‘Farm To Table, Hideout’ คาเฟ่-ร้านอาหารที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยจากผลผลิตทางการเกษตร ส่งตรงความสดใหม่จากไร่สู่โต๊ะอาหาร ถ่ายทอดผ่านหลากหลายเมนู Home Cooking และไอศกรีมเจลาโตโฮมเมด ด้วยความตั้งใจดีของเจเนอเรชันที่ 2 ของครอบครัวผู้ทำธุรกิจค้าส่งสินค้าเกษตรในปากคลองตลาด
Behind The Taste ครั้งนี้ เลยอยากพาทุกคนไปสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังความอร่อยและการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดกว่า 10 ปี ผ่านมุมมองของ ‘คุณจอย-จิรภัสร เจียรรุ่งแสง’ หนึ่งในสามพี่น้องผู้ปลุกปั้นแบรนด์ Farm To Table รวมถึงพัฒนาร้านให้กลายเป็นโอเอซิสแห่งความรื่นรมย์ที่ใครหลายคนต่างตกหลุมรักเมื่อได้มาเยือน
จากธุรกิจส่งออกสินค้าการเกษตร สู่โปรเจ็กต์ ‘เกษตรอินทรีย์
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของร้าน Farm To Table เกิดขึ้นมาจากการที่ ‘คุณจอย-จิรพัชร เทียนรุ่งแสง’ และพี่น้อง (คุณเจี๊ยบ-พรรณสุนันท์ พินิจพิชิตกุล และ คุณจิ๊บ-จิราภา นำชัยศิริ) ทายาทรุ่นที่ 2 ของครอบครัวผู้ทำธุรกิจค้าส่งสินค้าเกษตรในย่านปากคลองตลาด โดยทุกคนได้รวมตัวกันกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจของที่บ้าน ซึ่ง ณ เวลานั้นธุรกิจหลัก คือการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศญี่ปุ่น ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล รวมถึงอยากต่อยอดธุรกิจเดิมของครอบครัวให้เติบโตมากขึ้น ทั้ง 3 พี่น้องจึงริเริ่มโปรเจ็กต์ ‘เกษตรอินทรีย์’ บุกเบิกพื้นที่ทำไร่ออร์แกนิกบนดอยสูงอย่างภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย พร้อมต่อยอดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย จนสามารถผลักดันผลผลิตให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลได้สำเร็จ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือไอเดียของการทำ ‘ไอศกรีมผัก’ ที่ช่วยแก้ปัญหาทั้งเรื่องรูปลักษณ์ของผักออร์แกนิกที่อาจไม่สวยงาม การยืดอายุการเก็บรักษาจากการขนส่งที่ยาวนาน และทำให้ผู้บริโภคทุกวัยสามารถรับประทานผักได้ง่ายขึ้น
“พวกเรากลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ซึ่งตอนนั้นครอบครัวเราทำสินค้าเกษตรส่งออกให้ลูกค้าที่ญี่ปุ่นนำไปแปรรูป ก็เลยมานั่งคิดกันว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตไปได้ เลยเริ่มสนใจเทรนด์สุขภาพและริเริ่มโปรเจ็กต์เกษตรอินทรีย์ที่ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย พอเราปลูกผักออร์แกนิกจนได้มาตรฐานแล้ว ปัญหาคือไม่รู้จะเอาไปขายกันที่ไหน ตอนนั้นตลาดสินค้าสุขภาพยังเป็นภาพจำแนวชีวจิตสีเขียวเข้ม ๆ เราอยากปรับให้มันดูวัยรุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้น จึงตั้งโจทย์ไว้ 3 ข้อ หนึ่งคือ ต้องมองไม่เห็นหน้าตาเดิมของผัก เพราะผักออร์แกนิกเราควบคุมรูปทรงให้สวยเป๊ะไม่ได้ สองต้องมี Shelf Life นานขึ้น เพราะเราเสียเวลาขนส่งจากดอยมาถึงกรุงเทพฯ ไปเยอะมาก และสามต้องเป็นของที่ทานได้ทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ สุดท้ายเลยได้ไอเดียออกมาเป็น ‘ไอศกรีมผัก’ โดยรสชาติแรกที่ทำคือ ไอศกรีมมะเขือเทศ ซึ่งคนที่ไม่ชอบทานมะเขือเทศเลยก็สามารถทานได้ง่ายขึ้นจริง ๆ ค่ะ”
เส้นทางการเติบโต
ของแบรนด์ ‘ไอศกรีมผัก-ผลไม้’ เจลาโตโฮมเมด
จากไอศกรีมผักรสชาติแรกอย่างมะเขือเทศ สู่การเปิดหน้าร้านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายทำเล เริ่มต้นสาขาแรกที่คอมมูนิตี้มอลล์ย่านสาทร แม้กระแสตอบรับจะดีมากแต่โครงการก็ปิดตัวลงในเวลาเพียง 6 เดือน จากนั้นจึงย้ายไปเปิดคีออสที่เซ็นทรัลพระราม 9 แต่อยู่ได้เพียงปีเดียวก็ต้องถอย เพราะการจัดการหน้าร้านควบคู่กับการดูแลไร่ที่อยู่ไกลกันนั้นยากเกินไป จนในที่สุดก็ตัดสินใจกลับมาหยั่งรากในย่านคุ้นเคยอย่าง ‘ปากคลองตลาด’
โดยเริ่มต้นจากร้านเล็ก ๆ ในตึกโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนที่อีก 1-2 ปีต่อมา คุณจอยจะบังเอิญไปพบกับบ้านร้างอายุกว่า 150 ปี ในละแวกเดียวกัน ด้วยความหลงใหลในเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้สมัยรัชกาลที่ 5 สวิตช์ไฟยุคสงครามโลก หรือแม้แต่ปฏิทินที่หยุดเวลาไว้ในปี พ.ศ. 2530 เธอจึงตัดสินใจรีโนเวทบ้านหลังเก่านี้ โดยพยายามเก็บรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด อย่างฝากำแพงหรือประตูไม้ด้านบนที่นำไม้เก่ามาขัดสีใหม่ ประกอบขึ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ หรือชั้นวางของในร้าน เป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและคงกลิ่นอายความคลาสสิกเอาไว้ให้มากที่สุด เกิดเป็นร้าน Farm To Table, Hideout ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในย่านปากคลองตลาดแห่งนี้อย่างงดงาม
ปัจจุบัน Farm To Table นั้น มีทั้งร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว และร้าน Farm To Table, Hideout ที่เนรมิตบ้านร้างอายุกว่า 150 ปี ให้กลายเป็นสเปซอันแสนอบอุ่นสำหรับครอบครัว พร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารไทยสไตล์ Home Cooking เหมือนได้รับประทานกับข้าวบ้าน ผสานเข้ากับไอศกรีมโฮมเมดสไตล์เจลาโตที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์
“ร้านเล็กของเราจะเน้นการให้บริการในรูปแบบ Take away ทานง่าย ส่วนร้าน Farm To Table, Hideout เราอยากให้ที่นี่เป็นสเปซของทุกครอบครัวที่มาใช้เวลาร่วมกันได้ การเสิร์ฟเมนูอาหารจึงเป็นสไตล์ Home Cooking อาหารไทยประยุกต์ที่เข้าใจง่าย ราคาเข้าถึงง่าย ใช้วัตถุดิบดี ปลอดภัย เป็นร้านประจำที่แวะมากันได้บ่อย ๆ”
ไอศกรีมเจลาโตโฮมเมด รสผัก-ผลไม้
ในแบบฉบับ Farm To Table
เมื่อมีความตั้งใจที่จะต่อยอดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบไอศกรีมผัก-ผลไม้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นไอศกรีมเจลาโฮมเมดที่ดีที่สุด คุณจอยถึงกับลงทุนบินลัดฟ้าไปเรียนทำไอศกรีมอย่างจริงจัง ไกลถึงประเทศต้นกำเนิดกันที่อิตาลีเลยทีเดียว ก่อนจะนำความรู้ที่ร่ำเรียนมา พัฒนาเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน โดยคำนวณโครงสร้างสมดุลของน้ำตาล น้ำแข็ง และโปรตีนจากธรรมชาติ โดยไม่พึ่งพาสารเสริม (Stabilizer) ทำให้ไอศกรีมของ Farm To Table มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เนื้อเบา เวลาทานจะไม่รู้สึกเป็นเมือกในปาก แต่คงรสชาติเข้มข้นของวัตถุดิบไว้ได้อย่างชัดเจน
“เราจริงจังถึงขั้นไปเรียนทำไอศกรีมกับเชฟที่อิตาลีเลย เพื่อให้รู้วิธีการทำไอศกรีมเจลาโตที่ถูกต้องแบบ Base From Scratch หรือการทำจากศูนย์จริง ๆ จากนั้นจึงนำความรู้กลับมาพัฒนาเป็นสูตรเฉพาะของร้าน ไอศกรีมของเราใช้วัตถุดิบธรรมชาติ คาแร็กเตอร์มันเลยจะเป็นไอศกรีมที่ละลายง่าย แต่เนื้อเบา รสชาติเข้มข้น ซึ่งเราใช้สูตรนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านจนถึงวันนี้ โดยไม่เคยเปลี่ยนสูตรเลยค่ะ นอกจากนี้เรายังสนุกกับการสลับสับเปลี่ยนรสชาติไปตามฤดูกาลของวัตถุดิบ อย่างช่วงไหนมีมะยงชิดหรือถั่วแระ เราก็จะหยิบมาทำเป็นไอศกรีมรสชาติใหม่ ๆ เพื่อถ่ายทอดความอร่อยและรสชาติที่ชัดเจนของวัตถุดิบนั้น ๆ ให้ลูกค้าได้ทานกันแบบไม่มีเบื่อ”
From Farm To Table
การรังสรรค์มื้ออาหาร Home Cooking อันแสนอบอุ่น
การเปิดให้บริการร้าน Farm To Table 2 สาขาในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หากแต่แบ่งคอนเซ็ปต์ร้านได้อย่างชัดเจน โดยร้านเล็กจะเน้นความสะดวกรวดเร็วในรูปแบบ Take away ส่วนร้านใหญ่ Farm To Table, Hideout ถูกดีไซน์ให้เป็นสเปซสำหรับครอบครัว
ในส่วนของเมนูอาหารทางร้านเลือกนำเสนอในรูปแบบอาหารไทยประยุกต์ที่เข้าใจง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนคุณแม่ทำอาหารให้ลูก ๆ ทานที่บ้าน ทุกจานปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพ ผักออร์แกนิกสดใหม่ที่ปลอดภัย ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่เมนูจานหลักอย่างเมนูข้าวและสลัดผักสด ๆ หรือถ้าเป็นหมวดของหวานและเครื่องดื่ม ก็มีให้เลือกสั่งมาอิ่มอร่อยอย่างครบครันอยาก โดยมีเมนูแนะนำที่ห้ามพลาดอย่าง สลัดไก่อบ (145 บาท) สลัดผักจานใหญ่ที่มาพร้อมผักสด ๆ ข้าวโพดหวาน มะเขือเทศ ไข่ต้มยางมะตูมเยิ้ม ๆ กรูตอง ไก่ย่างเนื้อนุ่ม และน้ำสลัดข้าวกล้องจากเชียงใหม่ เป็นจานสลัดที่เหมาะกับการเริ่มต้นมื้อระหว่างวันแบบอิ่มท้องกำลังดี หรือจะเป็น ข้าวซี่โครงหมูอบ+คะน้าฮ่องกง (155 บาท) ซี่โครงหมูชิ้นโตตุ๋นกับเครื่องเทศสูตรของทางร้านจนเปื่อยนุ่ม ราดบนข้าวสวยร้อน ๆ เสิร์ฟมาพร้อมผักคะน้าลวกและน้ำจิ้มที่มีเนื้อคล้ายกับเจลลี่และมีรสชาติคล้ายน้ำจิ้มซีฟู้ด เมื่อทานคู่กับซี่โครงหมูรสเข้มข้นได้รสตัดกันดี
ตามด้วยหมวดขนมหวานและไอศกรีมเจลาโตโฮมเมด อาทิ ขนมกล้วย/ฟักทอง + เจลาโต้ใบข้าวหอมมะลิอ่อน (102 บาท) ขนมไทยโฮมเมด คือ ขนมกล้วยและขนมฟักทองนึ่งร้อน ๆ ดีไซน์รูปดอกทานตะวัน เนื้อนุ่มหนึบ หอมหวานกำลังดี เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมเจลาโตรสใบข้าวหอมมะลิอ่อนที่มีกลิ่นหอมรสหวานนวลเป็นเอกลักษณ์ และ ขนมข้าวตอกตั้ง + เจลาโต้มะพร้าวอัญชัน (171 บาท) เนื้อขนมหนึบ ๆ ผสมกับกะทิและโรยด้วยข้าวคั่ว เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมมะพร้าวอัญชันที่ได้ความหอมของมะพร้าวและอัญชันแบบเต็ม ๆ เข้ากันได้อย่างลงตัว
หากอยากเติมความสดชื่นรับหน้าร้อนนี้ ต้องลอง เจลาโต้มะยงชิดซอร์เบ (96 บาท) ไอศกรีมเจลาโต Special Flavor ต้อนรับหน้าร้อนด้วยรสมะยงชิดหอมหวาน เนื้อละมุนฉ่ำ ๆ ปั่นเป็นเจลาโตสุดสดชื่น
นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย โดยจะเน้นไปที่ Slow Bar Coffee ทางร้านใช้เมล็ดกาแฟจากไร่กาแฟออร์แกนิกที่เชียงใหม่เป็นหลัก และยังมีเมล็ดกาแฟ Single Origins คุณภาพดีและเมล็ดกาแฟพิเศษที่ทางร้านจะนำเข้ามาโดยจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ให้เลือกดื่มกันด้วย แนะนำเครื่องดื่ม Refreshing สีสวยสดใส รสเปรี้ยวอมหวานสดชื่นอย่าง ‘น้ำมะปี๊ด (ส้มจี๊ด) + น้ำผึ้ง (78 บาท)’ ที่สามารถเพิ่มช็อตกาแฟเข้าไปเป็นส่วนผสมได้ด้วย ช่วยเรียกความสดชื่นระหว่างมื้ออาหารได้อย่างดี
เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยปรัชญา ‘Ecosystem’
ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เคล็ดลับความสำเร็จของร้านคือการพึ่งพาอาศัยกันแบบระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เกษตรกร ซัพพลายเออร์ และลูกค้า ต้องสามารถเติบโตและอยู่รอดไปด้วยกันได้
“การทำงานแบบ Family Business ของ Farm To Table ต้องขอบคุณครอบครัวที่ให้พื้นที่ซึ่งกันและกันค่ะ เจเนอเรชัน 1 อย่างคุณพ่อคุณแม่ก็เปิดโอกาสให้เราได้ลองทำเต็มที่ ส่วนพี่น้องเราก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจน พี่เจี๊ยบจบด้านวิทยาศาสตร์ก็จะดูเรื่อง Quality ของสินค้า น้องจิ๊บจบดีไซน์ก็จะดูแลเรื่องภาพลักษณ์และแพ็กเกจจิ้งสินค้า ส่วนจอยจะดูเรื่องการบริหารค่ะ อาจจะมีเถียงกันบ้าง แต่มันก็เดินหน้าต่อไปได้ เป็นการทำงานที่อบอุ่นและน่ารักดีค่ะ”
ปัจจุบัน Farm To Table ไม่ได้มีเพียงแค่หน้าร้าน แต่ยังขยายไปสู่การรับผลิตไอศกรีม (B2B) ให้กับพาร์ทเนอร์ชื่อดังมากมาย เช่น ตู้ไอศกรีมที่ Lemon Farm 13 สาขา, ร้าน MK Live, ร้านสุพรรณิการ์ และร้านรวยมิตร รวมถึงการจับมือกับร้านกาแฟเก่าแก่ในย่านเดียวกันอย่าง Floral Cafe at Napasorn เพื่อครีเอตรสชาติสุดพิเศษให้ได้ลิ้มลอง ขณะที่ฟากฝั่งธุรกิจด้านการเกษตร ก็ยังคงส่งผลผลิตให้กับร้าน Tonkatsu Wako และผลิตแพ็กเกจจิ้งสินค้าเกษตรส่งร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง
“ธุรกิจฝั่งเกษตรเราก็ยังทำควบคู่กันไปค่ะ ผลผลิตของเราไม่ได้มีแค่บนจานที่ร้าน แต่ถ้าใครเคยทานกะหล่ำปลีฝอยที่ร้าน Tonkatsu Wako หรือแพ็กเกจจิ้งสินค้าเกษตรที่ขายใน 7-Eleven ของญี่ปุ่น นั่นก็เป็นผลผลิตจากไร่ของเราที่รับหน้าที่เป็นผู้ผลิตให้ ส่วนความท้าทายในยุคนี้ต้องยอมรับว่ายากในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องดินฟ้าอากาศ ภาวะโลกร้อน และความแปรปรวนของปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เมื่อก่อนเราอาจจะเคยวางแผนธุรกิจระยะยาวระดับ 10 ปีได้ แต่เดี๋ยวนี้เราต้องยืดหยุ่นและปรับตัวให้เร็วขึ้น แผนอาจจะสั้นลงเหลือแค่ 2-3 ปี เพื่อให้เราสามารถตั้งรับและแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีค่ะ”
“จอยเชื่อในเรื่องของ Ecosystem หรือระบบนิเวศค่ะ คือเราต้องโตไปด้วยกันทั้งหมด เกษตรกรต้องอยู่ได้ ซัพพลายเออร์ต้องอยู่ได้ ลูกค้าก็ต้องอยู่ได้ เราคิดเผื่อคนอื่นด้วย การเติบโตของเราอาจจะช้า ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป แต่เน้นความยั่งยืน ธุรกิจเกษตรมันยาก มีปัจจัยแวดล้อมเยอะ เราต้องปรับตัวให้เร็ว ยืดหยุ่นให้เป็นค่ะ”
ทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการผสานพลังของครอบครัวอย่างลงตัว โดยมีคุณเจี๊ยบดูแลฝั่งคุณภาพ คุณจิ๊บดูแลงานดีไซน์และแพ็กเกจจิ้ง และคุณจอยที่รับหน้าที่บริหารจัดการภาพรวม
ความสุขเล็ก ๆ แสนเรียบง่าย
ในย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อถามถึงความสุขในวันนี้ จากการได้เปิดร้าน Farm To Table, Hideout คุณจอยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “จริง ๆ แค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ ไม่ได้อยากได้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว การที่ลูกค้าเก่าของเรากลับมาทานซ้ำ มีคนชมว่าอาหารอร่อย หรือเวลาไปลงพื้นที่แล้วเห็นเกษตรกรรุ่นพ่อส่งไม้ต่อให้รุ่นลูกเติบโตขึ้น สิ่งเหล่านี้คือความสุขจากการทำงานที่หล่อเลี้ยงจิตใจเรา อยากบอกทุกคนว่า ในสถานการณ์โลกที่วุ่นวาย ลองหาความสุขสั้น ๆ เล็ก ๆ จากความเรียบง่ายรอบตัวให้เจอ แค่นี้ก็ช่วยให้เราก้าวผ่านเรื่องยาก ๆ ไปได้แล้วค่ะ”
ความสุขของคุณจอยในวันนี้ จึงไม่ใช่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นการได้เห็นลูกค้าประจำแวะเวียนกลับมา ได้ดูแลเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น และการได้ส่งมอบความสุขเล็ก ๆ ผ่านมื้ออาหารที่เรียบง่าย ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิกของย่านเมืองเก่าที่เติบโตไปพร้อม ๆ กัน
ก่อนจากกัน คุณจอยยังฝากทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หากใครเริ่มเบื่อการเดินห้างสรรพสินค้า อยากให้ลองแวะมาเดินเล่นในย่านปากคลองตลาดดูสักครั้ง เพราะในปัจจุบันย่านนี้กำลังเติบโตไปพร้อม ๆ กับลูกหลานเจเนอเรชันที่ 2 ที่กลับมาพัฒนาธุรกิจชุมชน การได้มาซึมซับบรรยากาศแบบ Local ท่ามกลางตึกเก่า จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และถือเป็นการหาความสุขเล็ก ๆ จากความเรียบง่ายรอบตัว ที่จะช่วยเติมพลังใจในวันที่โลกหมุนเร็วจนเกินไปได้อย่างแน่นอน
Farm To Table, Hideout
15 ซอยท่ากลาง ถนนวังบูรพาภิรมย์ (MRT สถานีสนามไชย ทางออกที่ 4)
เปิด วันพฤหัสบดี-อังคาร (ปิดวันพุธ) เวลา 09.00-19.00 น.
โทร. 0-2004-8771, 0-2115-2625
LINE : @farmtotable_gelato
Delivery : LINE MAN, Robinhood
www.facebook.com/farmtotablehideout


