Published on March 19, 2019

Old Siam Through Culinary Experience

Praya Palazzo ชวนคนรักอาหารไทยมาร่วมเดินทางย้อนเวลา ผ่านหลากหลายเมนูอาหารไทยโบราณจากแต่ละยุคสมัย ณ ห้องอาหาร Praya Dining ห้องอาหารไทยที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Praya Palazzo พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้เหล่านักชิมทั้งหลายได้ลิ้มรสชาติอาหารไทยโบราณที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน แต่สำหรับที่ Praya Dining แล้ว เพียงแค่ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาก็สัมผัสความอร่อยในแบบดั้งเดิมกันได้ทันที

 

Praya Pallazo

Timeless Architecture

อาคารหลังนี้เดิมใช้ชื่อว่า บ้านบางยี่ขัน เป็นอาคารหลังเก่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นบ้านและเรือนหอของ พระยาชลภูมิพานิช และคุณหญิงส่วน ผู้เป็นภรรยา ตัวอาคารออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Andrea Palladio ที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นไทยเข้ากับสไตล์อิตาเลียนและจีน ตัวอาคารค่อนข้างโดดเด่นเพราะตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากวิถีชีวิตของชาวไทยสมัยก่อนที่ผูกพันกับสายน้ำ และมักใช้เรือในการเดินทางเป็นหลัก ซึ่งหลังจากยุคสมัยนั้นเป็นต้นมา บ้านหลังนี้ก็ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนจะปิดตัวลง ทิ้งไว้รกรากเอาไว้ จนกระทั่ง ผศ.วิชัย พิทักษณ์วรรัตน์ มาพบเจอเข้า ในฐานะของสถาปนิก ผศ.วิชัยไม่อยากให้ความงามเหล่านี้ต้องเลือนหายไปตามกาลเวลา จึงเลือกที่จะบูรณะใหม่และตั้งชื่อใหม่ว่า พระยาพาลาซโซ (Praya Pallazo) แปลว่า คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช ซึ่งบรรยากาศโดยรวมภายในอาคารหลังนี้อบอวลไปด้วยความรักและเรื่องราวมากมายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และนับว่าเป็นผลงานด้านสถาปัตยกรรมชิ้นสุดท้ายที่ ผศ.วิชัย ได้ฝากเอาไว้ ก่อนที่ท่านจะจากไปอย่างไม่หวนกลับ 

 

บรรยากาศแสนสงบภายใน Praya Pallazo (Photo by Praya Pallazo)

 

ไม่ว่าจะมากันเป็นคู่หรือหมู่คณะก็สามารถเลือกจับจองที่นั่งได้ตามชอบ

ซึ่งเมนูและบรรยากาศต่าง ๆ ที่ห้องอาหาร Praya Dining และ Praya Pallazo นำเสนอ ล้วนคัดสรรสำรับอาหารไทยที่โดดเด่นในแต่ละยุคสมัย แต่ละภูมิภาค มาปรุงให้ใกล้เคียงแบบดั้งเดิมมากที่สุด ภายใต้การบริหารงานของ เครือ Montara Hospitality เพื่อหวังให้ที่นี่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่องค์ความรู้ และส่งต่อประวัติศาสตร์ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อ ๆ ไป

 

สามารถสัมผัสความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมแบบพาลาดิโอได้ทุกพื้นที่ภายในร้าน

The Recommend Dishes

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่ทางร้านแนะนำ เริ่มต้นกันที่เมนูจานเด็ดที่สืบทอดความอร่อยกันมานับตั้งแต่สมัยอยุธยา ยุคสมัยที่เปิดกว้างทางการค้าขายกับชาวต่างชาติ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีชื่อว่า กุ้งโสร่ง (280 บาท) ซึ่งใช้กรรมวิธีการทอดแบบน้ำมันท่วมอาหาร ที่เรียนรู้กันมาจากชาวจีน ผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบ เครื่องเทศ เครื่องแกงต่าง ๆ จากพ่อค้าชาวอินเดียและเปอร์เซีย โดยทางห้องอาหารได้คัดสรรกุ้งขนาดพอดีคำมาหมักเข้ากับเครื่องเทศ แล้วนำมาพันด้วยเส้นหมี่อย่างประณีต ก่อนจะนำไปทอดกรอบจนได้กุ้งโสร่งสีเหลืองทองน่าทาน

 

กุ้งโสร่ง (280 บาท)

ถัดมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์ 'กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน' รากฐานบทการละครที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับสำรับอาหารไทยเอาไว้ และจากความตอนหนึ่งของบทประพันธ์ที่กล่าวไว้ว่า “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน” ทางห้องอาหารก็ได้หยิบยกเมนูอาหารว่างหาทานยากแบบไทย ๆ อย่าง ล่าเตียง (250 บาท) มาให้ได้ลองทาน เป็นเมนูที่ใช้ความประณีตในการทำเป็นอย่างมาก เพราะต้องนำไข่ไก่ดิบมาเทราดลงบนกระทะสลับไปมากันจนเป็นร่างแหสวยงาม จากนั้นจึงนำมาห่อไส้หมูสับที่ผัดเข้ากับเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส แล้วตัดออกมาให้มีขนาดพอดีคำพร้อมทาน 

 

ล่าเตียง (250 บาท)

หรือจะลองเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ถูกกล่าวถึงในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานอีกเช่นเดียวกันกับเมนู 'แสร้งว่า' ที่มีความหมายว่าทำให้เหมือน เป็นเมนูที่จัดอยู่ในหมวดยำ ให้กลิ่นหอมของสมุนไพรและเครื่องปรุงต่าง ๆ ซึ่งภายในบทประพันธ์ได้กล่าวไว้ว่า "ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เศร้าเจ้าดวงใจฯ" ซึ่งเมนูแสร้งว่านี้ แต่เดิมนั้นใช้ปลาเป็นวัตถุดิบหลัก ทางร้านจึงเลือกนำเสนอเป็น แสร้งว่ากุ้ง ปลาดุกฟู (380 บาท) ที่เลือกใช้กุ้งเผาหั่นพอดีคำ คลุกเคล้ามากับน้ำยำรสแซ่บที่ให้กลิ่นหอมจากส้มเสี้ยวและสมุนไพรไทย เสิร์ฟพร้อมกับผักสดและปลาดุกฟู 

 

แสร้งว่ากุ้ง ปลาดุกฟู (380 บาท)

ส่วนอีกหนึ่งเมนูอาหารว่างยอดนิยมในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งอร่อยไม่แพ้กันก็คือ กระทงทอง (190 บาท) โดยทางร้านเสิร์ฟกระทงกรอบมากับไส้ไก่ผัดแครอท ข้าวโพด เมล็ดถั่วลันเตา และหอมใหญ่ ให้ได้ตักทานกันแบบเพลิน ๆ 

 

กระทงทอง (190 บาท)

ก่อนจะมาต่อกันที่ แกงรัญจวน (350 บาท) เมนูที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย หม่อมเจ้าหญิงสะบาย นิลรัตน์ หัวหน้าห้องเครื่องในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยสูตรเดิมของคุณหญิงนั้นจะใช้เป็นเนื้อวัว แต่ทางห้องอาหารนำมาดัดแปลงเป็นเนื้อหมูที่ผัดกับพริกอ่อน แล้วนำไปต้มในน้ำซุปที่ผสมกับน้ำพริกกะปิ เกิดเป็นกลิ่นหอมรัญจวนใจ ชวนให้มาลิ้มลอง ซึ่งความหอมและรสชาติที่ลงตัวของส่วนผสมทั้งหมดนี้ เป็นที่มาของความ 'รัญจวน' นั่นเอง

 

แกงรัญจวน (350 บาท)

หรือจะลองเป็น หมูผัดส้มเสี้ยว (350 บาท) หมูเนื้อนุ่มที่ผัดเข้ากับเครื่องแกงและใบส้มเสี้ยว ได้รสเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงเลือด ซึ่งการปรุงรสผัดส้มเสี้ยวนี้ เป็นตำรับดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาช้านานภายในวังบางขุนพรหมเลยทีเดียว

 

หมูผัดส้มเสี้ยว (350 บาท)

ปิดท้ายกันด้วย ปลากะพงเจี๋ยนน้ำมะขาม  (690 บาท) ปลากะพงตัวโตหั่นเป็นชิ้นพอดีคำนำมาทอดลงในกระทะร้อนจนได้ความกรอบนอกนุ่มใน แล้วราดด้วยน้ำมะขามที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศชนิดต่าง ๆ ให้กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เข้ากับเนื้อปลากะพงได้เป็นอย่างดี

 

ปลากะพงเจี๋ยนน้ำมะขาม (690 บาท)

Info
Hours
Everyday : 10:30AM - 9PM
Price

฿฿฿ 301-500 บาทต่อคน

Address
โรงแรม Praya Palazzo, 757/1 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซอย 2 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
Map
Suggest an Edit