Published on November 29, 2019

The New "Stage"

ชื่อร้าน Stage (สตาช) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า 'การฝึกงาน' สำหรับวงการอาหารนั้น เหล่าเชฟชื่อดังก็ล้วนผ่านการฝึกงานในครัวที่ร้านอาหารชื่อดังต่าง ๆ ทั่วโลกมาแล้วทั้งนั้น รวมถึงทีมเชฟของร้าน Stage แห่งนี้ ที่นอกจากจะเป็นการรวมตัวของทีมงานมากฝีมือที่เคยผ่านประสบการณ์การทำงานร่วมกันที่ L'Atelier de Joël Robuchon Bangkok ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ที่ปิดตัวไปจากกรุงเทพฯ​ แล้ว ทางทีมเชฟก็ยังได้ไปฝึกงานที่หลายร้านดังในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย และเมื่อได้โอกาสมารวมตัวกันอีกครั้ง จึงได้นำคอนเซ็ปต์การฝึกงานมาเป็นคอนเซ็ปต์ร้าน เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ทั้งทีมเชฟและใครที่ได้มาทานอาหารที่นี่ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ไปด้วยกัน 
 

บริเวณด้านหน้าประตูร้าน มองเห็นโลโก้สัญลักษณ์ของร้านที่สามารถมองเป็นได้ทั้งรูกุญแจและหมวกของเชฟ

สำหรับคอนเซ็ปต์ Stage ได้ถูกนำมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านกิมมิกต่าง ๆ ภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ของร้านที่มองให้เป็นได้ทั้งรูกุญแจและหมวกของเชฟ ซึ่งเป็นตัวแทนของการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ในด้านการทำอาหาร ไปจนถึงห้องครัวของร้านที่ตั้งใจทำเป็นห้องกระจกใสเพื่อให้เป็นคล้ายกับเวทีแสดงฝีมือของเหล่าเชฟ
 

บริเวณครัวที่ทำเป็นห้องกระจกเพื่อให้สามารถมองเห็นการทำงานของเหล่าเชฟ

Get To Know The Team

ร้าน Stage แห่งนี้ เกิดจากการรวมตัวของอดีตทีมงานของร้าน L'Atelier de Joël Robuchon Bangkok นำโดย เชฟเจย์-แสงสิงแก้ว (Chef-patron) ซึ่งเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้ผ่านการฝึกงานในครัวของร้าน L'Atelier de Joël Robuchon Paris ร่วมด้วย เชฟปฏิภาณ สุขมาก (Head Chef), เชฟธนพร พรรธนประเทศ (Executive Sous Chef), เชฟจ๋า ลิมปิชาติ (Pastry chef) และ คุณหลุยส์ พลฤทธิ์ Restaurant Manager และ Sommelier หนึ่งในทีม L’Atelier de Joel Robuchon Bangkok ได้มาดูแลในส่วนของเครื่องดื่มและบริการ

Scandinavian Style with A Touch of Glam

สำหรับการตกแต่งร้านแห่งนี้ จะเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานอย่างสไตล์ Scandinavian และสไตล์วินเทจหรูหรา เพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในพื้นที่ขนาดเล็กและสร้างบรรยากาศให้ความรู้สึกหรูหราขึ้นมาเอาใจคนไทยที่ชอบทานอาหารไฟน์ไดน์นิ่ง

เน้นใช้สี Classic Blue ตัดกับสีขาวดำ และเพิ่มความหรูหราด้วยสีทอง ตัวร้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็ได้แบ่งพื้นที่ออกมาได้อย่างลงตัว มีที่นั่งรองรับสำหรับลูกค้าแบบคู่และกลุ่มใหญ่ ทางร้านยังเลือกใช้ Trolley มาเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์และขนมหวานแทนจะมีมุมบาร์ในร้าน

 

บรรยากาศภายในร้าน

 

บรรยากาศภายในร้าน

Modern European with French Technique

สำหรับอาหารของทางร้านจะเป็นสไตล์ Modern European ที่นำเอาเมนูต่าง ๆ จากทางยุโรปมาผสมผสาน ครีเอตด้วยเทคนิคการปรุงแบบฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดซับซ้อนและแม่นยำ ทำให้ได้อาหารออกมาแบบเพอร์เฟ็กต์ และยังเน้นชูวัตถุดิบหลักให้โดดเด่น ไม่โดนกลบรสชาติอีกด้วย

เมนูของร้านจะมีให้เลืองทั้งหมด 3 คอร์ส ซึ่งจะต่างกันตามจำนวนเมนู และเมนูจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลและคุณภาพของวัตถุดิบ สำหรับในครั้งนี้ ทางร้านแนะนำเป็น 6 Course Tasting Menu (2,900 บาท) เริ่มจากเมนู Snack ครั้งนี้ทางเชฟนำขนมท้องถิ่นของอิตาลีอย่าง Canoli มาครีเอตโดยทำเป็นไซส์ขนาดพอดีคำ สอดไส้เนื้อปูและซอส Corn Mustard ท็อปด้วยซอสจากข้าวโพดทับทิมสยาม เสิร์ฟมาอย่างสวยงามบนจานเมล็ดข้าวโพดดิบ

 

Snack

ตามด้วย Mussel Tart ทาร์ตทำจากแป้งผสมผงอัลมอนด์ท็อปหน้าด้วย Mussel จากฝรั่งเศสที่เรียงชั้นมาให้คล้ายรูปดอกไม้ เสิร์ฟพร้อมน้ำซุป ที่ใช้เทคนิค Molecular Gastronomy ทำให้เป็นรูปคล้ายหยดน้ำ ทางร้านแนะนำให้ทานน้ำซุปก่อนทานทาร์ตเพื่อเปิดรสสัมผัส

 

Mussel Tart

จานที่ 3 Red Mullet / Bamboo Shoot ทางเชฟนำเนื้อปลากระบอกแดงมานาบกับกระทะจนหนังกรอบ เสิร์ฟบนหน่อไม้ดองที่นำไปต้มกับกะทิและซอสที่ตั้งใจทำมาให้เป็นกึ่งซุปและซอส

 

Red Mullet / Young Bamboo

ตามด้วย Truffle Hotdog เมนูที่ทางร้านต้องการฉีกจากอาหารไฟน์ไดน์นิ่งแบบเดิม ๆ เริ่มจากบริยอชเนื้อนุ่มที่ทางร้านทำเองไปจนถึงไส้กรอกทำเองจากเนื้อหมูและ Truffle Paste โรยหน้าด้วยทรัฟเฟิลสด ๆ และทานคู่กับซอสในซองที่ทำจาก Harissa Paste และมายองเนส เคียงด้วยผักดอง ที่เชฟนำฟักของไทยมาดองและฝานบาง ๆ ม้วนให้กลายเป็นรูปดอกไม้

 

Truffle Hot Dog

 

Truffle Hot Dog

มาถึงจานหลักสำหรับคนรักเนื้อ Wagyu Rib Eye / Pickled Girolles เชฟใช้เนื้อ Wagyu Rib Eye A4 จากออสเตรเลีย ทานคู่ผักอย่างหัวหอมที่นำไป Confit กับเห็ด Chanterelle ดอง ราดด้วยซอส Veal Juice ที่ทำจากเนื้อวัวทุกส่วนทั้งกระดูกและเนื้อโดยเทคนิคฝรั่งเศส 

 

Wagyu Rib Eye / Pickled Girolles

ปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวาน Baba au Rhum ที่ทางเชฟทวิสต์จากเมนูขนมดั้งเดิมสัญชาติฝรั่งเศส เนื้อสปันจ์เค้กนุ่ม ๆ ชิ้่นพอดีคำ ทานคู่กับมูสผลไม้ที่มีส่วนผสมของเสาวรสและรัม รสชาติหวานเปรี้ยวสดชื่น ปิดท้ายมื้อนี้ได้ดี

 

Baba au Rhum

สำหรับคอไวน์ ทางร้านยังมีไวน์ดี ๆ คัดสรรมาจากฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง Natural Wine และ Vintage Wine ที่เข้ากับอาหารได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีวิสกี้และค็อกเทลไว้คอยบริการแบบ Table Side Service อีกด้วย
Must Read!
  • มีที่จอดรถไม่มากนัก และควรจองล่วงหน้าก่อนมาร้าน
Info
Hours
Open : 6PM - 12AM
Thu : 6PM - 12AM
Fri : 6PM - 12AM
Sat : 6PM - 12AM
Sun : 6PM - 12AM
Mon : 6PM - 12AM
Tue : Closed
Wed : 6PM - 12AM
Price

฿฿฿฿฿฿ มากกว่า 2,000 บาทต่อคน

Address
359/2 Ekamai Complex, ซอยสุขุมวิท 63 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
Map
Mass Transit

BTS เอกมัย

Suggest an Edit