Good Weather

ใครที่อยู่ในย่านสัมมากร สุขาภิบาล คงจะรู้จักชื่อของคาเฟ่ Ahh Kard D กันเป็นอย่างดี ล่าสุดทางร้านได้ขยับขยายมาอยู่ในตัวเมืองมากขึ้น โดยได้ย้ายมาเปิดที่ซอยประดิพัทธ์ 10 และได้รีโนเวทบ้านหลังเก่าในสมัยรัชกาลที่ 7 ให้เป็นคาเฟ่สีขาวแสนร่มรื่น พร้อมเสิร์ฟอาหารไทยโฮมเมด เพื่อต้องการให้คนที่มาได้พักผ่อนและหลีกหนีจากความวุ่นวายของกรุงเทพฯ

The Serene Spot

ร้านนี้มีหุ้นส่วนทั้งหมด 4 คน โดยเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่ทำงานด้านเอเจนซี่มาด้วยกันกว่า 10 ปี และได้นำความรู้และประสบการณ์มาร่วมกันทำร้านนี้ สำหรับการออกแบบตกแต่งร้าน คุณเต๊ง หนึ่งในเจ้าของร้านเป็นผู้ดูแล เมื่อเดินเข้ามาในร้านจะเห็นแต่สีเขียวของต้นไม้เต็มไปหมด ทำให้รู้สึกสบายตา พร้อมติดไม้ไผ่เป็นระแนงยาวเพื่อยังคงภาพของร้านเก่าไว้ มีบ่อบัวที่เป็นของอดีตอธิบดีกระทรวงเกษตร นักเพาะพันธุ์สายพันธุ์บัวคับมืออันดับต้น ๆ ของเมืองไทย พร้อมกับที่นั่งทานข้าวสไตล์บ้าน ๆ ที่อยากให้คนเมืองปรับจากการนั่งเก้าอี้ออฟฟิศมานั่งพื้นชิลล์ ๆ แทน

"เราสร้างพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมา เพราะรู้ว่าคนเมืองโหยหาธรรมชาติ

อยากเปลี่ยนการนั่งทำงานที่ออฟฟิศมานั่งกับพื้นสบาย ๆ

จึงอยากให้ร้านเป็นส่วนหนึ่งให้คนที่มาได้ผ่อนคลาย"

นอกจากโซนบ่อบัวแล้ว ทางร้านยังมีอีก 2 โซนให้เลือกนั่งกัน ใครที่ตั้งใจมาดื่มเครื่องดื่มและทานขนม สามารถนั่งได้ในบ้านทรงเก่าที่ตกแต่งด้วยของสะสมและเฟอร์นิเจอร์มากมาย ส่วนใครที่อยากนั่งห้องแอร์เย็น ๆ และต้องการสั่งอาหาร แนะนำให้เลือกนั่งที่โซน Glass House ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวได้

Seasonal Ingredients

นอกเหนือจากการตกแต่งและบรรยากาศร้านสวย ๆ แล้ว เรื่องอาหารของที่นี่ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะอาหารถูกดูแลโดย คุณนก อดีตสไตล์ลิสต์ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี แต่รักการทำอาหารจนหลาย ๆ คนติดใจในฝีมือ จึงได้สร้างสรรค์ออกมาเป็นอาหารไทยโฮมเมด และทุกจานจะไม่ใส่ผงชูรสและสารปรุงแต่ง เพราะเชื่อว่าจำนวนคนป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มาจากการทานอาหารที่มีสารเคมีและไม่สะอาด ทางร้านจึงเลือกใช้เครื่องเทศไทยที่มีประโยชน์และมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ คุณนก ยังเลือกวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงมาจัดโต๊ะด้วย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ พริก และผักพื้นบ้านอื่น ๆ เพราะอยากให้คนที่มาได้พูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร และถ้าหากสั่งกันหลาย ๆ เมนู ทางร้านก็จะเลือกเสิร์ฟเมนูที่ควรทานเป็นจานแรกก่อน โดยเรียงลำดับรสชาติตั้งแต่จานย่อยไปจนถึงจานหลักในแบบการจัดสำรับสมัยสุโขทัย

"การทำอาหารของเรายึดหลักธรรมชาติในการสร้างสรรค์ โดยคิดเมนูจากวัตถุดิบตามฤดูกาลเป็นหลัก"
ยำเมี่ยงอากาศดี (225 บาท)

Recommended Dishes : ยำเมี่ยงอากาศดี (225 บาท)

สลัดแซลมอน (385 บาท)

Recommended Dishes : สลัดแซลมอน (385 บาท)

Homey Recipes

เริ่มต้นที่จานแรกเรียกน้ำย่อย อย่าง ยำเมี่ยงอากาศดี (225 บาท) จานนี้เต็มไปด้วยพืชผักสมุนไพรไทยที่ใช้ทำเมี่ยง ได้แก่ ขิง หอมแดง และเปลือกมะนาวซอย คลุกเคล้าด้วยน้ำยำรสไม่จัดมาก แล้วตกแต่งด้วยกุ้งลวกและถั่วลิสงคั่ว ทานกับใบชะพลู ส่วนใครที่มากับหลายคน ลองสั่งจานใหญ่อย่าง สลัดแซลมอน (385 บาท) แซลมอนสไลด์แล้วรมควัน เสิร์ฟมาบนผักสลัดต่าง ๆ ท็อปด้วยแรดิช มะเขือเทศสวน และดอกอัญชัญ ทานพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บ ๆ ที่ตำถ้วยต่อถ้วย โดยใช้พริกขี้หนูสวน 30 เม็ดเพื่อดึงความเผ็ดร้อนออกมา เหมาะกับคนที่ชอบทานรสจัด ๆ 

หมูทอดน้ำปลาพริกกระเทียม (185 บาท)

Recommended Dishes : หมูทอดน้ำปลาพริกกระเทียม (185 บาท)

ใครที่กำลังมองหากับข้าวสักจาน ทางร้านแนะนำ หมูทอดน้ำปลาพริกกระเทียม (185 บาท) ทางร้านใช้หมูสามชั้นทอดกับน้ำปลา ก่อนเสิร์ฟมาโรยก้วยกระเทียมเจียวและพริกขี้หนูที่ช่วยตัดความมันของหมู ทำให้เมนูนี้มีความพิเศษมากขึ้น
สปาเก็ตตี้ไส้อั่วพริกแห้ง (285 บาท)

Recommended Dishes : สปาเก็ตตี้ไส้อั่วพริกแห้ง (285 บาท)

อีกหนึ่งเมนูที่ทางร้านแนะนำเห็นจะเป็น สปาเก็ตตี้ไส้อั่วพริกแห้ง (285 บาท) ที่ใช้ไส้อั่วหมูมันน้อย ทานกับสปาเก็ตตี้ที่นำผัดไปคลุกเคล้ากับเครื่องเทศรสจัด ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าด้วยพริกแห้งเพื่อเพิ่มรสจัดจ้านอีกที หอมกลิ่นกระเทียมชัดเจน
ข้าวหมูหมักซอสดำไข่เยิ้ม (185 บาท)

Recommended Dishes : ข้าวหมูหมักซอสดำไข่เยิ้ม (185 บาท)

ส่วนใครที่มองหาเมนูข้าว ลองสั่ง ข้าวหมูหมักซอสดำไข่เยิ้ม (185 บาท) หมูหมักซอสดำ 5 ชนิด รสชาติหวานนำเค็มตามอย่างชุ่มฉ่ำ ทานกับไข่ดาวเยิ้ม ๆ พร้อมกระเทียมเจียวและพริกแห้งกลิ่นหอม ช่วยตัดความหวานมันของหมูได้ดี และนอกจากเมนูอาหารของทางร้านแล้ว ยังมีขนมหวานและเครื่องดื่มดี ๆ ไว้รอเสิร์ฟกันด้วย