A New Social Club for Eating, Drinking, Listening and Being Together
ชวนเปิดต่อมรับรสชาติแห่งความทรงจำ ผ่านเมนูไทยทวิสต์ที่ปรุงด้วยใจและวัตถุดิบท้องถิ่น อร่อยฟินในสำรับจานน้อยไปกับ ‘NOI Samrub Bar & Eatery’ ร้านอาหารและบาร์ที่ตั้งอยู่ภายในโซน The Glasshouse บริเวณชั้น 6 ของศูนย์การค้า Central Park มาพร้อมไอเดียการหยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นและความทรงจำจากการเดินทาง มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย แต่คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมกิน-ดื่มแบบ Thai Style จานเล็กจานน้อยให้ได้แชร์ความอร่อยร่วมกัน
ร้าน NOI Samrab Bar & Eatery แห่งนี้ ต่อยอดมาจาก ‘สำรับสำหรับไทย’ ร้านอร่อยระดับดาวมิชลิน ภายใต้การดูแลของ ‘คุณมิ้น จารุกิตติคุณ’ และ ‘เชฟปริญญ์ ผลสุข’ เจ้าของร้าน (คนทำกับข้าวที่เชื่อว่าอาหารที่ดี คือ อาหารที่จริงใจ ทำให้คนมีความสุข มีความสนุก และชีวิตชีวาอยู่ในวัตถุดิบ อยู่ในวิธีคิด และอยู่ในตัวตนของคนทำ) โดยคอนเซ็ปต์เปรียบเหมือนการยกโต๊ะกินข้าวในบ้านออกมาตั้งไว้ใจกลางเมือง เสิร์ฟความอร่อยในจานน้อยที่แชร์กันได้ ด้วยแนวคิดของสำรับบาร์และอาหารที่เปิดพื้นที่ให้การกินดื่มเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะหิวข้าวยามสาย นั่งชิลยามบ่ายกับครอบครัว หรือแฮงเอาต์ยามค่ำคืน เพราะที่นี่เปิดให้บริการอาหารตลอดวัน (All-Day Dining) โดยมีสำรับบาร์ที่ทำหน้าที่เป็นโซเชียลคลับแบบไม่ต้องสมัครสมาชิก และเลือกตั้งชื่อร้านว่า ‘NOI Samrab’ ที่มาจากนิยามคำว่า ‘น้อย = ความพอดี’ ในทุกมิติ พอดีคำ พอดีแก้ว พอดีกับบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร เพื่อให้สื่อสารแบบจบครบในแห่งเดียว
Casual Atmosphere That Feels Nostalgic
ด้วยความที่ร้าน NOI Samrab Bar & Eatery ตั้งอยู่ใน The Glasshouse ของศูนย์การค้า Central Park โลเคชันใจกลางเมือง บนชั้น 6 ที่มาพร้อมทัศนียภาพของสวนลุมพินี เชื่อมต่อกับทางเดินแนวตั้งสวนลอยฟ้าและพื้นที่สีเขียวแนวตั้งสวนดุสิตอรุณของ Dusit Central Park ทำให้ได้มุมมองวิวทิวทัศน์ที่ร่มรื่น ให้ได้รื่นรมย์ตลอดมื้ออาหาร
บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า วางคู่กับสเตนเลสใหม่ ผ่านการออกแบบและตกแต่งร้านที่มีสีสันสนุก ๆ ให้กลิ่นอายของความเป็นยุค 70-80 ที่ทั้งคลาสสิกและร่วมสมัยในคราวเดียว โดยเฉพาะกิมมิกของการจำลองบรรยากาศการอยู่อาศัยของผู้คนยุคสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ม้าหินอ่อนหน้าบ้านที่มักใช้เป็นที่สังสรรค์ เล่นหมากรุกกัน ไปจนถึงเรื่องราวความเชื่อความศรัทธาของคนค้าขายที่นิยมบูชานางกวักไว้เพื่อให้ค้าขายดี น้อย สำรับและบาร์นี้จึงเนรมิตภาพ ‘นางกวักมิ้น’ (เจ้าของร้าน) มาไว้ที่หน้าร้าน เป็นกุศโลบายใช้เรียกลูกค้าเข้าร้านและเรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ให้กับทุกคนที่มาเยือนไปพร้อม ๆ กัน
นอกจากนี้ ยังมีโซนครัวเปิดที่เผยให้เห็นเบื้องหลังการสร้างสรรค์ความอร่อยของทีมเชฟอย่างใกล้ชิด และแบ่งโซนนั่งรับประทานอาหารและบาร์เครื่องดื่มไว้อย่างเป็นสัดส่วนอีกด้วย
Sharing Flavours Through Small, Creative Plates
สารพัดเมนูที่ทางร้านเลือกเสิร์ฟความอร่อย ไล่เรียงตั้งแต่สตรีทฟู้ดแบบไทย ๆ อาหารทานเล่นจากหลายภูมิภาค ไปจนถึงอาหารจานหลักที่คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพมาครีเอตความอร่อยอย่างพิถีพิถัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ล้วนได้แรงบันดาลใจในการครีเอตเมนูต่าง ๆ จากความทรงจำของเชฟปริญญ์ ด้วยแนวคิด ‘การกินและการดื่ม คือวัฒนธรรมและชีวิตประจำวันของผู้คน’
ในส่วนของโซนบาร์เครื่องดื่ม ทางบาร์พร้อมครีเอตดริงก์ที่มีตั้งแต่ให้เลือกสั่ง ตั้งแต่วิสกี้โซดาสมัยยุคคลาสสิก, เหล้าข้าว สาโทข้าวเหนียวสูตรปู่ทวด, น้ำหมักผลไม้ตามฤดูกาลที่ทำเองในร้าน, คราฟต์เบียร์ท้องถิ่น, ไวน์องุ่น และสาเกจากแดนไกล เอ็นจอยกันได้ตามความชอบ ตามอัธยาศัย
ประเดิมความอร่อย เรียกน้ำย่อยก่อนเริ่มมื้ออาหารอย่างจริงจังด้วย หมวด Small, just a little เล็กเล็ก น้อยน้อย กับเมนู มันทอด (80 บาท) มันทอดที่ทางร้านเลือกใช้ทั้งมันแครอทและมันม่วง ความพิเศษอยู่ที่การปรุงรสด้วยผงเจียวสูตรเฉพาะที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ และพริกไทย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว กรอบมัน เคี้ยวเพลินตั้งแต่คำแรกที่ลอง
ตามด้วย หมวด Starters, just a bit with drinks น้อยกับแกล้ม ที่เหมาะสั่งมาเป็นกับแกล้มคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรด แนะนำให้ลองสั่ง กุ้งเชียงคานเสียบไม้ (380 บาท) เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากริมฝั่งโขง ด้วยความประทับใจของเชฟปริญญ์เมื่อครั้งเดินทางไปเที่ยวอำเภอเชียงคาน และได้ลิ้มลองกุ้งย่างของชาวบ้าน ในสไตล์ท้องถิ่น เชฟจึงนำรสชาตินั้นกลับมาคิดค้นสูตรใหม่ โดยชูจุดเด่นที่การโรยด้วยผิวส้มซ่า เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับกุ้งย่างจานนี้
หรือจะเป็น เนื้อกวางตรังย่างคลุกฝุ่นเสียบไม้ (600 บาท) เนื้อกวางย่าง เสิร์ฟคู่กับผงคลุกฝุ่นที่มีส่วนผสมของข่าและพริก เพิ่มรสชาติด้วยแจ่วแมงดา พร้อมเครื่องเคียงมันแครอทและใบมะกรูดทอด เพื่อความอร่อยที่ลงตัวแบบครบเครื่อง
ส่วนใครที่เป็นสายซีฟู้ดตัวจริง ต้องห้ามพลาดเมนู หมึกศรีสำรับ (330 บาท) หมึกสายเนื้อหนึบเด้งที่นำไปเซียร์ในกระทะให้ขึ้นสี ผัดกับรีเจนซีและซอสศรีสำรับ (ซอสสูตรพิเศษของร้านชื่อว่า ‘ซอสศรีสำรับ’ ซึ่งเบสรสชาติมาจากซอสพริกศรีราชา แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการใส่บ๊วยดองลงไปผสม ทำให้ได้รสเปรี้ยวเค็มหวานที่กลมกล่อมและมีมิติมากกว่าซอสพริกทั่วไป) จนเข้าเนื้อ เสิร์ฟคู่กับผักคอสและขิงซอยให้ได้รับประทานแกล้มกัน
ต่อเนื่องความอร่อยแบบจัดเต็มกันที่ หมวด Not so little ไม่น้อย ที่แชร์ความอร่อยกันได้ รับประทานคู่กับข้าวสวยหอมมะลิขอนแก่นหรือข้าวเหนียวเม่าดอยก็เข้ากัน มาถึงที่นี่ทั้งทีต้องสั่ง ปลาเต๋าเต้ยทอดราดพริก (1,080 บาท) ปลาเนื้อสดหวานหมักน้ำปลาและรีเจนซี คลุกแป้งข้าวเจ้า ทอดจนเหลืองกรอบ ราดด้วยซอสพริกจินดาแดง กระเทียม และพริกขี้หนูซอย ที่ผัดกับน้ำมันมะพร้าว เพื่อให้ได้กลิ่นหอมนวลและรสสัมผัสที่เคลือบตัวซอส โรยหน้าด้วยผักชีและกระเทียมเจียวแผ่นกรอบ จานนี้ให้รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม เผ็ดกำลังดีมีสีสันที่ชวนรับประทาน
ก่อนจะเปลี่ยนไปลองรับประทานจานผักใน หมวด Vegetable Dish จานผัก ดูบ้างกับเมนู มะเขือยาวคั่วกะทิเคยรั่ว (180 บาท) มะเขือยาวที่นำไปรมเตาก่อนต้มกับน้ำกะทิ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และน้ำปลา ตามด้วยไฮไลท์ที่ออนท็อปด้วย ‘ขี้โล้’ ซึ่งต้องใช้เวลาเคี่ยวกะทินานกว่า 10 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสกลมกล่อมและความหอมที่ลุ่มลึกที่สุด
จากนั้นปิดท้ายกันที่ หมวด Desserts หลังอาหาร กับเมนู มันญี่ปุ่นเผากับกะทิ (180 บาท) เมนูของหวานที่ดัดแปลงความอร่อยมาจาก ‘มันปิ้ง’ ของกินเล่นหน้าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในความทรงจำวัยเยาว์ของเชฟปริญญ์ เสิร์ฟคู่กับโฟมกะทิเนื้อละมุน ผสานรสเค็มหวานอย่างลงตัว ส่งท้ายจบสำรับที่ทำให้อิ่มทั้งท้องและอิ่มทั้งใจในเวลาเดียวกัน สัมผัสได้ถึงความความประณีตของอาหารไทยในแบบฉบับ 'น้อยแต่มาก' สมชื่อ 'น้อย สำรับและบาร์' เพื่อปากท้องของผู้คนอย่างแท้จริง








