Enjoy a Taste of the Ocean, Served in the Heart of the City
BKK. ชวนปักหมุดความอร่อยจึ้งแบบไทย ๆ ในย่านสุขุมวิทที่ ‘Horsamut’ หรือ ‘หอสมุทร’ ร้านอาหารทะเลซึ่งพร้อมเสิร์ฟสารพัดเมนูอาหารไทย ผ่านคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากฟาร์มที่ยั่งยืนและอาหารทะเลจากชาวประมงเรือเล็กชายฝั่งทั่วไทย ให้คนเมืองได้ลิ้มลอง โดยร้านอาหารแห่งนี้ นับเป็นสาขาที่ 2 ของแบรนด์ที่ขยับขยายความอร่อยมาไว้ในโลเคชันย่านสุขุมวิทที่ ’The Shed’ แลนด์มาร์กใจกลางซอยสุขุมวิท 26 ที่รวมร้านกิน-ดื่ม ไลฟ์สไตล์ แบบครบครัน ภายใต้การดูแลของ คุณอู้-พหลโยธิน และ คุณบอน-ธาราพิบาล สองผู้บริหารแห่ง Rongros Dining Group ซึ่งตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์รวมร้านอาหารอย่างเดียว แต่ยังเป็น Hub Community ของผู้คน รสนิยม และส่งมอบประสบการณ์ดี ๆ อย่างครบครัน ที่พร้อมให้บริการตลอดทั้งวัน
จากจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่ที่ทั้งสองผู้บริหารได้เปิดให้บริการสาขาแรกที่โดดเด่นด้วยบรรยากาศริมแม่น้ำจนเป็นที่สำเร็จ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำร้านอาหารแห่งที่ 2 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Coastal Thai Cuisine ที่นำเสนอ ‘อาหารไทยริมชายฝั่ง’ จากหลากหลายภูมิภาคทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็น อาหารจากจังหวัดทางภาคตะวันออกและตะวันตก เช่น จันทบุรี ตราด ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ไปจนถึงจังหวัดทางภาคใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ดีที่สุดมาครีเอตเป็นจานอร่อยประจำร้าน
Mediterranean Warmth in Every Woven Detail
ในส่วนของบรรยากาศร้าน ภายใน Horsamut ตกแต่งร้านด้วยกลิ่นอายแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศริมชายหาด ชวนให้นึกถึงวันพักผ่อนชิล ๆ ที่ได้นอนฟังเสียงลมเสียงคลื่นอย่างสบายใจ
ผสมผสานเข้ากับความเป็นไทยจากการเลือกใช้โทนสีดินเผาและเน้นใช้วัสดุธรรมชาติ อย่างหินอ่อน ไม้สัก ทำให้ร้านอาหารแห่งนี้มีบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย
โดยมีหลากหลายโซนนั่งรับประทานอาหารให้ได้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะมาเป็นคู่หรือมาเป็นกลุ่มสังสรรค์ ก็พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวและรองรับการเข้ามาใช้บริการทุกมื้ออาหาร
นอกจากนี้ยังมีโซนครัวเปิดที่เผยให้เห็นเบื้องหลังการครีเอตความอร่อยของทีมเชฟกันแบบเพลิน ๆ อีกด้วย
The Flavors of the Coastal Thai Cuisine
แนวคิดของ Horsamut ไม่ได้จำกัดเพียงการนำเสนออาหารทะเลสดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเล่าเรื่องของแหล่งที่มา ภูมิปัญญาชาวบ้าน และการปรุงที่เคารพในธรรมชาติของวัตถุดิบ ทุกจานจึงเปรียบเสมือนบทบันทึกของรสชาติ ที่บอกเล่าเรื่องราว ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันให้ ‘พอดี’ ในแบบ Horsamut จนกลายเป็น Hearty Thai Cuisine หรืออาหารไทยที่สามารถอิ่มอร่อยได้ทุกวัน
และสำหรับ Horsamut สาขา The Shed Bangkok ที่ได้แวะมาลิ้มลองความอร่อยในครั้งนี้ก็ได้ Head Chef มากความสามารถอย่าง เชฟเบนซ์ หนุ่มใต้ตัวจริงมาเป็นผู้สร้างสรรค์ความอร่อย คุมรสชาติให้ ‘พอดี’ ในทุกคำ รวมถึงถ่ายทอดรสมือของแม่ครัวในบ้านและตำราอาหารไทยเก่า ๆ ส่งต่อให้คนเมืองได้ลองชิมมื้ออาหารไทย อาหารทะเลที่เมื่อรับประทานแล้วรู้สึกอบอุ่น ประทับใจอยู่ในความทรงจำ และอยากกลับมารับประทานซ้ำอีกในทุก ๆ โอกาส ให้บริการแบบ A La Carte ครบครันทั้งต้ม ผัด แกง ทอด อีกทั้งยังมีเมนูมังสวิรัติ เมนู Special ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบตามฤดูกาลทุก 1-2 เดือน ไว้คอยให้บริการอีกด้วย
หากใครมีโอกาสไว้แวะมาที่ Horsamut แนะนำให้ลองสั่ง ยำส้มโอเครื่องคั่ว (380 บาท) ยำส้มโอรสเข้มข้นที่ทางร้านเลือกใช้ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง เนื้อขาวอมเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว แกะเป็นชิ้นพอดีคำ มาคลุกเคล้ากับเครื่องคั่วทำสดกว่า 10 อย่างที่ประกอบด้วย กุ้งแห้งคั่วป่น ถั่วลิสงคั่ว ข้าวตัง หอมเจียว มะพร้าวคั่ว และ ปลาช่อนแห้ง (ปลาช่อนธรรมชาติ จากจังหวัดสิงห์บุรี) ที่คั่วเองสดใหม่ทุกวัน แล้วเติมความหอมด้วยเครื่องสมุนไพรไทยอย่างตะไคร้อ่อนและใบมะกรูดซอย ก่อนราดตามด้วยน้ำเมี่ยงที่ผ่านการเคี่ยวจากน้ำตาลโตนดและน้ำปลาหมักบนเตาถ่านกว่า 5 ชั่วโมง พร้อมใส่ขิงและหอมแดงให้ได้กลิ่นหอมกำลังดี รสชาติ หวานนำอมเปรี้ยว เผ็ดปลาย ผสานรสละมุนจากขิงและพริกคั่วที่เข้ากันได้อย่างลงตัว
ถัดมาคือเมนู ขนมเบื้องปู (350 บาท) ขนมเบื้องสูตรพิเศษ อีกหนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยที่ยกระดับจากขนมว่างไทยโบราณ ฉีกกฎขนมเบื้องหวานแบบเดิม ๆ สู่ของว่างคาวเลิศรสที่เสิร์ฟมาในลักษณะแป้งบางกรอบที่ทางร้านทำเอง เคียงคู่กับยำปูม้าก้อนรสเปรี้ยวหวาน เค็ม และให้กลิ่นหอมจากน้ำส้มซ่าและมะม่วงแก้วขมิ้นเนื้อกรอบ ผัดเคล้ากับน้ำพริกขี้กาที่แทรกความเผ็ดปลายลิ้นกำลังดี ทุกคำจะได้ทั้งความกรอบ หอม สดชื่น แบบครบรสสัมผัส ให้ความรู้สึกคล้ายกำลังรับประทาน Mango Salsa ในเวอร์ชันอาหารไทยร่วมสมัย
ต่อเนื่องความอร่อยกันด้วยเมนู ผัดพริกขิงปลากะพงฟูไข่เค็มไชยา (350 บาท) ปลากะพงฟูผัดพริกขิงรสเข้มข้นแบบไทย ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำราหม่อมเจ้าหญิงจันทร์เจริญ รัชนี โดยทางร้านเลือกใช้ปลากะพงเนื้อขาว นำไปย่าง นึ่ง และทอดจนฟูกรอบ เนื้อบางเบา ไม่อมน้ำมัน คลุกเคล้าเข้ากับเครื่องแกงพริกขิง เสิร์ฟให้รับประทานคู่กับไข่เค็มไชยาปั้นสด ก้อนพอดีคำ พร้อมถั่วฝักยาวลวกกรอบ โรยหน้าด้วยใบมะกรูดกรอบและพริกแห้งทอด เป็นจานเด็ดซึ่งพัฒนามาจากเมนูโปรดหลังครัวของทีมเชฟที่มาแล้วต้องลองสักครั้ง !
ก่อนจัดเต็มด้วยเมนูข้าวจานหลักอย่าง ข้าวผัดดอกเกลือกุ้ง (380 บาท) ข้าวหอมมะลิผัดกับดอกเกลือ (ปรุงรสด้วยดอกเกลือเพื่อดึงรสธรรมชาติ) ไข่ขาว และมันกุ้ง ให้รส มัน เค็ม กลมกล่อม เสิร์ฟมาในครกหินร้อนที่ทาด้วยมันกุ้ง ท็อปด้วยกุ้งย่างเกลือเนื้อหวานแน่น เติมรสชาติด้วยหอมแดง พริกจินดา ต้นหอม พร้อมซอส XO สูตรเฉพาะของทางร้านที่ให้ความเผ็ดร้อนบาง ๆ แบบพอดิบพอดี
ก่อนปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มในหมวด Refreshing กับ Butterfly Honey Lemon (210 บาท) ม็อกเทลที่มีส่วนผสมของน้ำอัญชันและน้ำผึ้งมะนาว นำมาเชคเข้าด้วยกันจนได้ความเปรี้ยวอมหวานผสานความสดชื่นที่ลงตัว เติมเต็มมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์








