Published on November 02, 2020

Let's Experience The IGNIV

ในปี 2020 นี้ มีหลากหลายร้านอาหารจากเชฟมิชลินสตาร์มาเปิดตัวในกรุงเทพฯ​ รวมถึง 'IGNIV' หนึ่งในร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งที่น่าจับตามองจาก Andreas Caminada เชฟระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาว เจ้าของร้านอาหารชื่อดัง Schloss Schauenstein ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดย 'IGNIV Bangkok' นับเป็นสาขาแรกที่เปิดนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นสาขาลำดับที่ 4 ของโลก

สำหรับสาขาในกรุงเทพฯ แห่งนี้ ตั้งอยู่ในโรงแรมสุดหรู The St. Regis Bangkok ถนนราชดำริ โดยชื่อ 'IGNIV' (อิกนีฟ) นั้นมาจากภาษา Romansh (หนึ่งในภาษาของสวิตเซอร์แลนด์) หมายถึง 'รังนก' ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของทางร้าน พร้อมต้อนรับทุกคนให้เข้ามาทานอาหารในบรรยากาศสุดอบอุ่นปลอดภัยคล้ายกับอยู่ในรังนกนั่นเอง

 

มุมที่นั่งของทางร้าน

Dining in The Nest

สาขานี้ได้ Patricia Urquiola ดีไซเนอร์สาวชาวสเปนมาเป็นผู้ออกแบบทั้งหมด โดย Patricia ยังเป็นผู้ออกแบบทุกสาขาของ 'IGNIV' อีกด้วย สำหรับการตกแต่งร้านจะเป็นสไตล์ Modern เน้นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้และผ้าเป็นหลัก โดยเลือกโทนสีเขียวสบายตาและลวดลายที่สื่อถึงรังนก มาสร้างบรรยากาศสุดอบอุ่น รวมถึงการจัดแบ่งพื้นที่ที่เป็นสัดส่วนลงตัว ทำให้มีระยะห่างระหว่างโต๊ะกำลังดี ไม่อึดอัด

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีการนำผลงานศิลปะจากศิลปินต่าง ๆ ส่งตรงจากต่างประเทศมาตกแต่งเพื่อเพิ่มลูกเล่นเก๋ ๆ ให้กับตัวร้านอีกด้วย

 

มุมที่นั่งหน้าบาร์ เปิดให้มองเห็นเชฟขณะกำลังจัดแต่งอาหาร

 

ทางร้านยังมีห้องไวน์ที่รวบรวมไวน์จากหลากหลายประเทศให้ได้ลองดื่ม

 

ทางร้านร่วมกับศิลปินต่าง ๆ นำผลงานศิลปะมาประดับภายในร้าน

The Imported Chefs

สำหรับทุกเมนูอาหารและขนมหวานของที่นี่ ถูกครีเอตและดูแลโดย David Hartwig เชฟหนุ่มผู้ได้ร่วมงานกับเชฟ Andreas มาอย่างยาวนาน และยังผ่านประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ในยุโรปและอเมริกามาหลายที่ และเชฟ Arne Riehn เชฟหนุ่มชาวเยอรมันผู้เชี่ยวชาญด้านขนมหวาน โดยได้รับเลือกจากเชฟ Andreas ให้มารับตำแหน่งผู้ช่วยเชฟและเชฟขนมหวานของที่นี่

เชฟทั้งสองคนได้ศึกษาวัตถุดิบท้องถิ่นและวัฒนธรรมการทานอาหารของชาวไทย ผสมกับหัวใจและเทคนิคการทำอาหารของ 'IGNIV' ทำให้กลายเป็นเมนูอาหารและขนมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสาขากรุงเทพฯ นอกจากนี้ ทางร้านยังได้ร่วมงานกับฟาร์มผักที่เชียงใหม่ โดยทางฟาร์มจะแบ่งแปลงปลูกเฉพาะให้กับทางร้าน และส่งผักสด ๆให้กับร้านแบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผักของที่นี่มีความสดใหม่อยู่เสมอ

 

เชฟ David Hartwig และ เชฟ Arne Riehn

Choose Your Preference

ทางร้านพร้อมเสิร์ฟทั้งเมนูแบบ A la Carte ที่นำเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านมาให้เลือกสั่งทานกันได้แบบเต็มที่ และเมนูแบบคอร์สสำหรับกลางวันและดินเนอร์ ซึ่งจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละวัน โดยมีให้เลือกทานอย่าง IGNIV 3 Course Lunch Sharing Experience (1,900++ บาท) และ IGNIV 4 Course Dinner Sharing Experience (3,800++ บาท) สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์แบบเต็มอิ่มยิ่งขึ้น ทางร้านยังมีตัวเลือกให้เพิ่มเติมกับจาน Surprise ที่ต้องลุ้นว่าจะเป็นเมนูอะไร มีให้เลือกแบบ 3 จาน (1,000++ บาท ต่อคน) และ 6 จาน (1,500++ บาท ต่อคน) สำหรับมื้อกลางวัน ส่วนมื้อเย็นมีให้เลือกเพิ่มทั้งแบบ 1 จาน (400++ บาท ต่อคน) และ 3 จาน (1,000++ บาท ต่อคน) โดยทั้งกลางวันและกลางคืนยังสามารถเลือกเพิ่มเมนู IGNIV Soup (650++ บาท ต่อคน) และแพริ่งกับไวน์ได้อีกด้วย

Sharing is Caring!

ทางร้านนำเสนอคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างจากร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งทั่วไป เน้นการ 'Sharing' หรือการแบ่งปันกันทาน เปรียบเสมือนการแบ่งปันความสุขระหว่างกัน ซึ่งยังเป็นคอนเซ็ปต์ที่เข้ากันได้ดีกับวัฒนธรรมการทานอาหารของคนไทยที่เน้นการทานร่วมกันอีกด้วย โดยอาหารของทางร้านจะเป็นแนว Modern European Cuisine

ในครั้งนี้ทางร้านแนะนำเป็น IGNIV 4 Course Dinner Sharing Experience (3,800++ บาท) เริ่มต้นมื้อนี้ด้วยการเสิร์ฟหลากหลายเมนู Snacks ที่มีทั้ง Tartlette - Mushroom - Truffle ทาร์ตชิ้นพอดีคำ ท็อปหน้าด้วยเห็ดและทรัฟเฟิล, Daikon - Mackerel - Green Pea ของว่างที่ทำจากหัวไชเท้า สอดไส้ด้วยทาร์ทาร์แมคเคอเรล และถั่วแระ, Almonds - Liver - Plum อัลมอนด์เคลือบด้วยฟัวกราส์ ก่อนจะคลุกกับผงบ๊วย, Mango - Cornetto - Chilli โคนขนาดจิ๋ว รสชาติจัดจ้านทำจากมะม่วง สอดไส้ด้วยซอสรสเผ็ดร้อน 

 

หลากหลายเมนู Snacks ช่วยปรับรสชาติในปากได้เป็นอย่างดี

ตามด้วยเมนูในหมวด Starters กับเมนูที่ได้ผสมผสานรสชาติสไตล์เอเซียลงไปอย่าง Lettuce - Kimchi - Smoked Mayonnaise ผักกาดสดกรอบท็อปหน้าด้วยผงกิมจิและมายองเนสรมควัน ได้รสชาติจัดจ้านไม่เหมือนใคร ต่อดัวยเมนูสำหรับคนทานเนื้อวัว Beef Tartare - Sunchoke - Hazelnut ทาร์ทาร์เนื้อท็อปหน้าด้วยแก่นตะวัน และมูสแก่นตะวัน ทานคู่กับแผ่นมันฝรั่งกรอบสูตรของทางร้าน ที่มีขั้นตอนการทำตั้งแต่ การนำมันฝรั่งไปผ่านกรรมวิธีเอาน้ำออก และนำไป Steam ก่อนนำไปทอดจนกรอบ ทำให้ได้รสสัมผัสที่เบาและกรอบ ทานได้เรื่อย ๆ ตามด้วย Duck Liver - Mandarin - Brioche มูสตับเป็ดเนื้อเนียน ตัดรสด้วยความเปรี้ยวจากเจลลี่รสส้มแมนดาริน ทานคู่กับขนมปังบริยอชเนื้อนุ่ม

 

Lettuce - Kimchi - Smoked Mayonnaise

 

Beef Tartare - Sunchoke - Hazelnut

 

Duck Liver - Mandarin - Brioche

ต่อด้วยจานที่ถูกตกแต่งมาอย่างสวยงามอย่าง Sea bass - Radish - Dill เซวิเช่เนื้อปลากะพงแล่บาง ท็อปหน้าด้วยแรดิชสไลซ์ และ Dill Cream เป็นจานที่ให้รสชาติเปรี้ยวนำ ทานแล้วสดชื่น ตามด้วย Tomatoes - Chive - Dill ชูวัตถุดิบหลักอย่าง มะเขือเทศ ที่มีทั้งแบบ Sun-dried tomatoes, Semi-dried tomatoes, มะเขือเทศสด, เดรสซิ่งมะเขือเทศ และ Chive Oil เป็นจานที่ได้รสชาติของมะเขือเทศเต็ม ๆ และ Hamachi - Celery - Smoked เนื้อปลาฮามาจิชิ้นหนารมควันด้วยไม้ Applewood ท็อปด้วยพริกไทยดำ ทานคู่กับขึ้นฉ่ายฝรั่ง เพิ่มรสสัมผัสด้วยข้าวเกรียบปลา และซอสอะโวคาโด เนื้อปลานุ่มรสกลมกล่อมเข้ากับซอสอะโวคาโดรสละมุน

 

Sea bass - Radish - Dill

 

Tomatoes - Chive - Dill

 

Hamachi - Celery - Smoked

มาถึง Main Course ที่มีหลากหลายเมนูให้ทาน สำหรับคนรักทรัฟเฟิลต้องลอง Cauliflower - Truffle Glaze - Brown Butter จานนี้ทางร้านนำดอกกะหล่ำมาเคลือบด้วยซอสทรัฟเฟิลก่อนจะนำไปผัดใน Brown Butter และปิดท้ายด้วยทรัฟเฟิลดำขูด

ตามด้วย Pork - BBQ - Plum เนื้อส่วนคอหมูนุ่ม ๆ ที่นำไปบาร์บีคิว ซ้อนด้วยพูเรพรุน ท็อปด้วยพลัมรสหวานอมเปรี้ยว ทานคู่กับซอสที่ได้จากเคี่ยวเนื้อหมู ส่วนใครที่ชอบเนื้อ ทางร้านยังเสิร์ฟ Wagyu Flank - Onion - Salsa Verde สเต๊กเนื้อวากิวพรีเมียม เนื้อนุ่ม สุกกำลังดี เสิร์ฟคู่หัวหอม และซัลซ่า

 

Cauliflower - Truffle Glaze - Brown Butter

 

Pork - BBQ - Plum

 

Wagyu Flank - Onion - Salsa Verde

หลังอิ่มท้องจากอาหารคาวแล้ว ก็ได้เวลาของขนมหวานดี ๆ เริ่มจาก Oat - Buckwheat มูสเนื้อนุ่มเสิร์ฟมาในถ้วย ด้านล่างสุดเป็นบัควีตเคลือบคาราเมล และท็อปด้วยบนด้วยข้าวโอ๊ต ถัดมาเป็น Basil Sorbet - White Chocolate - Lime ไอศกรีมซอร์เบรสเบซิล เข้ากับความหวานกรุบกรอบจากไวท์ช็อกโกแลต

ส่วนใครที่ชอบขนมหวานแบบคลาสสิก แนะนำ Chocolate Soufflé ซูเฟล่ช็อกโกแลตเข้มข้นที่อบมาอย่างพอดีจนได้เนื้อนุ่มฟู แต่ด้านในยังเป็นช็อกโกแลตลาวา ปิดท้ายด้วย Melon - Pickled - Almonds แตงโมและแคนตาลูปหั่นมาชิ้นพอดีคำ ได้รสหวานเย็นสดชื่น ก่อนจะเพิ่มรสสัมผัสด้วยอัลมอนด์

 

Oat - Buckwheat

 

Basil Sorbet - White Chocolate - Lime

 

Chocolate Soufflé

 

Melon - Pickled - Almonds

Sharing The Sweet Love

อีกหนึ่งไฮไลต์ของทางร้านคือมุม Candy Store ที่ต่อยอดคอนเซ็ปต์การแบ่งปันความสุข โดยทางร้านต้องการให้ทุกคนที่ได้มาทานอาหารที่นี่ได้นำขนมหวานโฮมเมดของทางร้านกลับไปที่บ้านเพื่อแบ่งปันให้กับคนรักหรือครอบครัว สามารถเลือกหยิบใส่กล่องที่ทางร้านเตรียมไว้กลับบ้านได้เลย ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลต, เยลลี่รสผลไม้, มาการอง, คาเนเล่ และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

มุม Candy Store ที่ต้องแวะก่อนกลับบ้าน

Must Read!
  • สำหรับใครที่อยากจัดเต็ม สามารถสั่งจานเซอร์ไพรส์ของทางร้านได้ โดยจะเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน และบางเมนูจะเป็นเมนูเดียวกับที่เสิร์ฟในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย
  • แนะนำให้จองล่วงหน้า
Info
Hours
Open : 12PM - 3PM
6PM - 11PM
Sat : 12PM - 3PM
6PM - 11PM
Sun : 12PM - 3PM
6PM - 11PM
Mon : Closed
Tue : Closed
Wed : 12PM - 3PM
6PM - 11PM
Thu : 12PM - 3PM
6PM - 11PM
Fri : 12PM - 3PM
6PM - 11PM
Price

฿฿฿฿฿฿ มากกว่า 2,000 บาทต่อคน

Address
The St.Regis Bangkok, 159 ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
Map
Mass Transit

BTS ราชดำริ

Facilities
Suggest an Edit