Published on April 26, 2023

Welcome to the 'Maison Dunand'

สำหรับใครที่ชื่นชอบการทานอาหารไฟน์ไดน์นิ่งสัญชาติฝรั่งเศสคงคุ้นเคยชื่อเชฟ Arnaud Dunand อดีตหัวหน้าเชฟร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ดาว 2 ดวง Le Normandie เป็นอย่างดี โดยหลังจากที่ได้ออกมาเปิดร้านป็อปอัพในย่านสุขุมวิทสักพักหนึ่ง ก็ได้เวลามาเปิดร้านของตัวเองอย่างจริงจังในชื่อว่า Maison Dunand & Alpea restaurant ซึ่งแบ่งออกเป็นโซนร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งสัญชาติฝรั่งเศส Maison Dunand ที่เพิ่งคว้าดาวมิชลิน The MICHELIN Guide Thailand 2023 1 ดวง มาอย่างสด ๆ ร้อน ๆ การันตีได้ถึงความอร่อย และโซน Alpea restaurant ร้านอาหารสไตล์ Bistro และ Deli Shop ที่พร้อมเปิดรับลูกค้าให้วอล์กอินเข้ามาทานมื้อสบาย ๆ กันได้ตลอดวัน
 

บรรยากาศการนั่งรับประทานอาหารภายในร้าน

Homey & Warm Mood

ด้านการตกแต่งของ Maison Dunand ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสกีรีสอร์ตท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความทรงจำของสถานที่ ๆ ที่เชฟได้ใช้ชีวิตอยู่ในวัยเด็ก โดยชั้นล่างเน้นใช้โครงไม้และไฟสีส้ม เพิ่มมู้ดอบอุ่น มีโซน Open Kitchen เปิดให้เห็นบรรดาเชฟกำลังปรุงอาหารอย่างขะมักเขม้น ตกแต่งด้วยหมอนอิงลายทางสีขาวแดงเพิ่มความสะดุดตา จัดวางโต๊ะให้เหมาะกับมากันเป็นคู่ 

เมื่อเดินขึ้นมาด้านบน จะได้บรรยากาศที่ต่างจากด้านล่าง ตรงผนังตกแต่งด้วยพื้นผิวที่ถูกจำลองคล้ายเทือกเขาแอลป์ เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีอบอุ่นเพื่อเพิ่มมู้ดให้ดูหรูหรายิ่งขึ้น เหมาะสำหรับใครที่มากันหลายคน หรืออยากได้บรรยากาศที่ไพรเวทขึ้นมาหน่อย

 

โซนที่นั่งด้านล่าง

 

มองเห็นโซนครัวเปิด

 

ให้บรรยากาศที่ดูอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่ในสกีรีสอร์ท

Maison Dunand 2.0

คอร์สอาหารของที่นี่นั้นครีเอตโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวในความทรงจำวัยเด็กของเชฟที่ได้ใช้เวลา ณ แคว้นโปรดในประเทศฝรั่งเศสอย่าง Savoie แคว้นที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง และแคว้น Brittany ที่ล้อมรอบด้วยทะเลสวย ๆ เชฟได้นำความทรงจำในช่วงเวลาเหล่านั้น ตลอดจนวัตถุดิบชั้นดีจากสองแคว้นนี้ ถ่ายทอดออกมาเป็นคอร์สเมนูสุดพิเศษ ล่าสุดทาง Maison Dunand อัพเดตความอร่อยครั้งใหม่ด้วยคอร์สเมนูอาหาร Maison Dunand 2.0 (ราคาเริ่มต้น มื้อกลางวัน 2,600++ บาท / มื้อค่ำ 4,600++ บาท และ 7,900++ บาท) ที่รังสรรค์ความอร่อยด้วยแรงบันดาลใจจากฤดูกาลตกปลาในทะเลสาบแถบเทือกเขาแอลป์ รวมถึงได้มีการนำเอาเมนูซิกเนเจอร์ที่หลายคนคิดถึงมาเรียบเรียงใหม่ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองทั้งหลากหลายวัตถุดิบซีฟู้ดและอาหารฝรั่งเศสรสชาติคลาสสิกที่เชฟอาโนลด์นั้นผูกพันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งยังคงกลิ่นอายของ ‘the mountains of Savoie region’ อาหารพื้นถิ่นประจำเมืองซาวัวบ้านเกิดของเขาได้ดีเช่นเดิม โดยครั้งนี้เชฟอาร์โนลด์ได้จัดเต็มความอร่อยด้วยวัตถุดิบและรสชาติที่หลากหลายมากขึ้น

เริ่มต้นด้วย ขนมปังและเนยโฮมเมดหลากชนิด อย่าง Sourdough, Brioche, Seaweed Butter เป็นต้น ที่เชฟทำขึ้นเองและยังวางขายในโซน Deli Shop ของ Alpea restaurant อีกด้วย ก่อนจะเริ่มมื้ออย่างจริงจังด้วย Canape เรียกน้ำย่อย 4 เมนู เริ่มจาก Cracker แครกเกอร์แผ่นบางกรอบที่ผสมผสานเมล็ดธัญพืชและสมุนไพรจากบ้านเกิดของเชฟได้อย่างลงตัว, Boudin, Apple แป้งทอดสีเหลืองทอง ให้สัมผัสกรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ด้วยแอปเปิ้ลบัลซามิก อีกหน่ึงจานโปรดของเชฟอาร์โนลด์, Mackerel, Liquorice ปลาแมคเคอเรลจากบริตทานีและชะเอมเทศ วัตถุดิบจากซาวัวบ้านเกิดของเชฟปรุงรสด้วย Funnel pollen หรือละอองเกสรดอกยี่หร่า รังสรรค์ออกมาเป็นคำนี้ที่ให้รสสัมผัสของเนื้อปลาผสานเข้ากับความหอมของสมุนไพรที่มาช่วยดับคาวได้ดีทีเดียว และ Smoked Eel, Kalamansi แผ่นแป้งบางอบกรอบสูตรต้นตำรับจากซาวัวเสิร์ฟมาคู่กับปลาไหลรมควันเจลส้ม kalamansi ให้รสสดชื่น

 

Cracker

 

Boudin, Apple / Mackerel, Liquorice / Smoked Eel, Kalamansi

ตามด้วย Endive, Beaufort ซุปที่ดัดแปลงมาจากอาหารฝรั่งเศสที่นิยมเสิร์ฟให้เด็ก ๆ รับประทานกันในโรงเรียน ซึ่งมีวัตถุดิบหลักเป็นชีส เบคอน และวอลนัท หนึ่งเมนูอร่อย ๆ ในความทรงจำวัยเด็กของเชฟที่นำมาถ่ายทอดให้ได้ลิ้มลองกัน

จากนั้นถัดมาที่เมนู Omble Chevalier, Buttermilk อีกหนึ่งจานที่โดดเด่นด้วยวัตถุดิบจากทะเลสาบอัลไพน์ เป็นเนื้อปลาชาร์ที่นำมารมควันเล็กน้อย เสิร์ฟพร้อมด้วยเลมอนเมอแรงก์และซอสบัตเตอร์มิลก์

 

Endive, Beaufort

 

Omble Chevalier, Buttermilk

เปลี่ยนบรรยากาศการรับประทานอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม เพิ่มเติมความแปลกใหม่ไปกับการผสานรสชาติความเป็นตะวันตกและตะวันออกที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับเมนู Garden Peas, Pike Perch Roe โดยจานนี้เป็นการเสิร์ฟไข่ปลาไพก์มาคู่กับถั่วลันเตา และไข่ตุ๋น ซอสดาชิสไตล์ญี่ปุ่นที่ให้รสเค็มนิด ๆ ของไข่ปลาเข้ากันดีกับความมันของถั่วลันเตา

ต่อเนื่องความอร่อยไปกับวัตถุดิบซีฟู้ดสดใหม่กันที่เมนู Oyster, Watercress หอยนางรมจาก Utah Beach เสิร์ฟมาพร้อมซีบัคธอร์นและวอเตอร์เครส ได้กลิ่นอายของท้องทะเลแบบเต็ม ๆ คำ
 

Garden Peas, Pike Perch Roe

 

Oyster, Watercress

ตามมาด้วยเมนูซิกเนเจอร์ของเชฟอย่าง Caviar, Potato มูสครีมมันฝรั่งบดเนื้อเนียน ด้านล่างเป็น Uni จากฮอกไกโด ก่อนจะท็อปด้วยไข่ปลาคาเวียร์พรีเมียม เพิ่มความครีมมี่ด้วย Champage Sauce เสริมให้รสนุ่มนวลละมุนเข้ากันกับรสชาติของวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งท้องทะเล สมเป็นจานซิกเนเจอร์ของเชฟ

มาถึงจานไฮไลต์กันบ้างกับเมนู Carabineros Prawns, Radish โดดเด่นด้วยวัตถุดิบอันเลอค่าจากใต้ทะเลลึกอย่างกุ้งแดงคาราบินเนรอส ที่มีลักษณะเด่นคือเนื้อที่สดเด้งและแดงรสหวาน นำมาย่างแบบบาร์บีคิว แล้วเสิร์ฟให้รับประทานคู่กับแรดิช ซอส Bagna Cauda ที่ทำจากแองโชวี่และซอสจากหัวกุ้งคาราบินเนรอส ได้รสเข้มข้นกลมกล่อมมาก ๆ 

 

Caviar, Potato

 

Carabineros Prawns, Radish

จานต่อไปเป็นเมนู Beetroot, Mussel หอยแมลงภู่ญี่ปุ่นกับบีทรูท เสิร์ฟคู่ซอสผสมกาแฟและสโมกวิสกี้

ส่วนเมนูประจำฤดูกาลนี้ที่ชวนให้ลิ้มลองไม่แพ้กันก็คือ Green Asparagus, Olive Oil เป็นจานที่นำเสนอ 2 วัตถุดิบ จาก 2 ผู้ผลิตคือหน่อไม้จากฝรั่งเศสและน้ำมันมะกอก โดยเชฟอาร์โนลด์ได้เลือกใช้หน่อไม้ฝรั่งจาก Sylvain Erhardt เมืองโพรวองซ์ แล้วนำไปอบกับเกลือและน้ำมันมะกอกจาก Xavier Alazard เสิร์ฟกับมะกอกเขียวให้รับประทานคู่กัน 

 

Beetroot, Mussel

 

Green Asparagus, Olive Oil

ต่อด้วยจานปลาเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนอย่าง Fera, Cassis เนื้อปลาเฟร่าที่ขาวดุจหิมะ สำหรับเมนูนี้เชฟได้นำไปนึ่งและเคลือบด้วยซอสแกสซิส หรือแบล็คเคอร์แรนท์และถั่วฮาเซลนัทเพื่อเพิ่มความหวานมัน

 

Fera, Cassis

ในส่วนของจานหลัก ทางร้านมีให้เลือกสั่งมารับประทานระหว่างเมนู Pigeon, Morels นกพิราบนำเข้าจากฝรั่งเศส หนึ่งในวัตถุดิบหลักประจำร้านที่เสิร์ฟความอร่อยมาคู่กับเห็ดมอเรล และซอสเข้มข้นที่สกัดจากส่วนต่าง ๆ ของนกพิราบผสานรสชาติเข้ากับเหล้าอมาเล็ตโตได้อย่างกลมกล่อม

หรือจะเป็น Mountain Pig, White Asparagus เนื้อหมูนำเข้าจากฝรั่งเศสที่เชฟอาร์โนลด์ได้นำมา Slow-Cooked จนได้เนื้อสัมผัสนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกับหน่อไม้ฝรั่งสีขาวที่นำไปอบกับใบกระเทียมป่า อย่าง Bear Garlic เป็นอีกหนึ่งจานอร่อยที่ชวนให้ลิ้มลองไม่แพ้กัน

 

Pigeon, Morels

 

Mountain Pig, White Asparagus

ก่อนจะไปต่อกันที่คอร์สขนมหวาน ทางร้านขอเอาใจคนรักชีสแบบจัดเต็มด้วยรถเข็นชีส Alp's Cheeses ที่นำชีสคัดสรรพิเศษหลากหลายชนิดจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมาให้เลือกลองทาน เสิร์ฟคู่กับขนมปังและแยมผลไม้ ใครที่ชอบชีสต้องถูกใจ! เพราะมีทั้ง Soft Cheese, Hard Cheese, Blue Cheese, Goat Cheese และ Crisp Cheese ใครชอบรสชาติแบบไหน สามารถสอบถามพนักงานได้เลย

 

รถเข็นเสิร์ฟหลากหลายบรรดาชีสที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

Selection of Alp's Cheeses, Condiments

Pre-Dessert สำหรับคลีนรสชาติในปากก่อนเสิร์ฟคอร์สขนมหวานนั้น จะเป็นไอศกรีมซอร์เบทผลไม้รสเปรี้ยวประจำฤดูกาล รับประทานแล้วช่วยเพิ่มความสดชื่น
 

Pre-Dessert

คอร์สขนมหวานในครั้งนี้ แนะนำเป็นเมนู Cassis Childhood Memory, Bounty ของหวานจากความทรงจำในวัยเด็กของเชฟอาร์โนลด์ รังสรรค์ความอร่อยจาก 2 วัตถุดิบหลักที่เรียบง่ายอย่างช็อกโกแลตและเยลลี่มะพร้าว โดยนำเสนอในสไตล์ของ Maison Dunand ผสานความอร่อยได้อย่างน่าประทับใจ 

 

Cassis Childhood Memory, Bounty

ก่อนจะส่งท้ายด้วย Petit Four เบเกอรีโฮมเมดอย่าง Lemon Tart ทาร์ตเลมอนรสเปรี้ยวอมหวาน ท็อปด้วยเมอแรงก์, Curlicious ซึ่งเบสเป็นแป้งชูมี turine ด้านใน และ Financier ขนมเค้กสัญชาติฝรั่งเศส รสนุ่มนวล เหมาะกับทานคู่กับชาร้อน ๆ ปิดท้ายมื้อนี้อย่างสมบูรณ์

 

Petit Four - Lemon Tart

 

Petit Four - Curlicious

 

Petit Four - Financier

Must Read!
  • จองล่วงหน้าเท่านั้น
Info
Hours
Open : 5:30PM - 9:30PM
Mon : 5:30PM - 9:30PM
Tue : Closed
Wed : Closed
Thu : 5:30PM - 9:30PM
Fri : 5:30PM - 9:30PM
Sat : 12PM - 2PM
5:30PM - 9:30PM
Sun : 12PM - 2PM
5:30PM - 9:30PM
Price

฿฿฿฿฿฿ มากกว่า 2,000 บาทต่อคน

Address
55 ซอยศึกษาวิทยา (ซอยสาทร 10) เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
Map
Mass Transit

BTS เซนต์หลุยส์

Facilities
Suggest an Edit