ชมสินธุ์

Published on April 01, 2024

Authentic Thai Freshwater & Seafood Delicacies

เปิดประสบการณ์ทานอาหารไทยครั้งใหม่ไปกับร้านชมสินธุ์ (ChomSindh Bangkok) ห้องอาหารไทยเปิดใหม่ประจำ โรงแรมอมารี กรุงเทพ (Amari Bangkok) ที่ตั้งใจรังสรรค์ความอร่อยของหลากหลายเมนูอาหารไทยต้นตำรับให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น ผ่านการปรับสูตรและการนำเสนอที่ร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ของเมนูอาหารที่ต้องการชูวัตถุดิบน่านน้ำไทย (ทั้งจากท้องทะเลและแม่น้ำต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วไทย) ตามฤดูกาล เพื่อถ่ายทอดให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของไทยที่ควรค่าแก่การสืบสานความอร่อยไว้ จากรุ่นสู่รุ่น


 

บรรยากาศด้านหน้าทางเข้าห้องอาหารชมสินธุ์

ห้องอาหารไทยแห่งนี้เกิดขึ้นจากไอเดียของ 'คุณท็อป-ยุทธชัย จรณะจิตต์' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กลุ่มบริษัทอิตัลไทย และธุรกิจโรงแรมภายใต้กลุ่มบริษัทออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ภายใต้แบรนด์ Amari ซึ่งต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ความอร่อย หลากหลายเมนูอาหารไทยในแบบฉบับโฮมเมดของครอบครัวให้คนอื่น ๆ ได้ลิ้มลอง

หากย้อนไปยังชีวิตในวัยเด็กของคุณท็อป เขาได้มีโอกาสออกเรือประมงไปตกปลา หาวัตถุดิบต่าง ในท้องทะเลกับคุณตาของเขา และนำวัตถุดิบซีฟู้ดที่จับได้มาต้มข้าวต้มทะเลรับประทานกัน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่าเป็นความทรงจำที่ทรงคุณค่าของคุณท็อป จึงได้นำแรงบันดาลใจจากความทรงจำเมื่อครั้งนั้นมาสานต่อเป็นคอนเซ็ปต์ห้องอาหารชมสินธุ์แห่งนี้ โดยให้ที่นี่เป็นร้านอาหารไทยที่ถ่ายทอดความรู้สึกถึงความเป็นครอบครัว ซึ่งอาหารไทยทุกจานที่ทางร้านเลือกนำมาเสิร์ฟ ล้วนเป็นสูตรลับความอร่อยของครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยคนรุ่นปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนา ปรับสูตรให้มีความอร่อยมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้นตามยุคสมัยตามกาลเวลา ในขณะที่ยังคงความคลาสสิก รสชาติในแบบต้นตำรับเอาไว้เช่นเดิม

สำหรับคำว่า 'ชมสินธุ์' หมายถึง 'การมองดูสายน้ำ' แสดงถึงความผูกพันกับท้องทะเลของครอบครัวคุณท็อป ทั้งยังแสดงถึงการชูคุณค่าวัตถุดิบแห่งน่านน้ำไทย ให้ผู้ที่รักอาหารไทยได้รับประทานอย่างหลากหลาย แสดงออกถึงมรดกทางวัฒนธรรม ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารทะเลและปลาแม่น้ำในฤดูกาลต่าง ๆ
 

บรรยากาศภายในร้านที่มีหลากหลายโซนนั่งรับประทานอาหารให้เลือกสรร

Sourced Sustainably from Local Waters and Lands

ธีมของห้องอาหารคือการนำวัตถุดิบหลักที่เป็นตัวชูโรงคืออาหารทะเล และของสดจากแม่น้ำ อีกทั้งเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากชาวเกษตรกรหรือผู้ผลิตโดยตรงทั่วประเทศไทย และใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้อีกอย่างคือ แนวทางของร้านที่เลือกให้กระบวนการในห้องครัว จะใช้ทุกส่วนของวัตถุดิบอย่างรู้คุณค่า ซึ่งตรงกับหลักการ Zero Waste หรือแนวคิดลดขยะให้เป็นศูนย์ รวมถึงการปลูกผักและวัตถุดิบหลายอย่างด้วยตนเองบริเวณดาดฟ้า ระเบียงตึกของโรงแรมอมารี กรุงเทพ อีกด้วย

บริษัทออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ได้มีการเซ็น MOU กับทาง UNESCO ว่าทางบริษัทจะมุ่งเน้นและสนับสนุนในเรื่องของความยั่งยืน เพราะฉะนั้นวัตถุดิบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปลา กุ้ง หอย ฯลฯ ล้วนมีความออร์แกนิก ล้วนมาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ส่งตรงจากแหล่งประมงท้องถิ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนรายได้ให้กับชาวบ้านชาวประมงชุมชนต่าง ของไทยไปในตัว

ในอนาคตทางห้องอาหารนั้นได้มีแพลนที่จะครีเอตเมนูตามฤดูกาลควบคู่ไปกับเมนูซิกเนเจอร์ด้วย เพราะด้วยความที่สัตว์น้ำ ปลาแต่ละชนิดต่างก็มีฤดูกาลของตัวเอง ฉะนั้น Seasonal Menu ต่าง ๆ ของทางห้องอาหาร จึงเน้นนำมาใช้ให้เป็นไปตามธรรมชาติของแหล่งวัตถุดิบแต่ละแห่งอย่างถูกต้อง

 

โซนครัวเปิดที่เผยให้เบื้องหลังการรังสรรค์ความอร่อยของทีมเชฟ

อาหารไทยทุกเมนูของที่นี่ได้รับการรังสรรค์โดย เชฟประวีณ ดีลี เชฟรุ่นใหม่ผู้มารับหน้าที่เป็นผู้นำในครัว ซึ่งเขาได้นำเอาทักษะและความรู้ที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางอาชีพเชฟของเขา โดยเฉพาะในเรื่องสมุนไพร เครื่องเทศ และความเผ็ดร้อนของอาหารไทยที่มีมิติและตัวแปรอันแตกต่างกันออกไป ความเข้าใจในวัตถุดิบทุกชนิดเป็นอย่างดี มารังสรรค์ความอร่อยตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ อย่างเครื่องแกงแบบโฮมเมดซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของอาหารไทย พร้อมทั้งอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบนิเวศทางอาหารอย่างยั่งยืน

ในส่วนของข้าวสวยที่ทางร้านเลือกใช้เสิร์ฟนั้น มาจากบ้านต้นข้าวฟาร์มเป็นฟาร์มที่ปลูกข้าวออร์แกนิก ภายใต้องค์กร Thai Organic Consumer Association (TOCA) สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย ที่ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เน้นคัดสรรอาหารออร์แกนิก วัตถุดิบออร์แกนิกโดยเฉพาะ


Embodying The Ambiance of a Welcoming Thai Shophouse

บรรยากาศภายในห้องอาหารตกแต่งในธีม Shophouse ที่มีลักษณะคล้ายกับห้องแถวสุดคลาสสิกจากยุคสมัยก่อน ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลาเข้ามาอยู่ในโลกของวันวาน

 

ห้องอาหารแห่งนี้เลือกใช้โทนสีธรรมชาติ ได้แก่ สีคราม สีเขียวเทอร์ควอยซ์ และสีน้ำตาลตกแต่งแบบร่วมสมัย เน้นใช้วัสดุจากไม้และดินเผา ผสมผสานกับลวดลายไทยได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ที่นี่เลือกใช้โทนสีธรรมชาติ ได้แก่ สีคราม สีเขียวเทอร์ควอยซ์ และสีน้ำตาล มีมุมไพรเวทแยกสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งตกแต่งแบบร่วมสมัย เน้นใช้วัสดุจากไม้และดินเผา ผสมผสานกับลวดลายไทยที่เราคุ้นตามาสร้างความรู้สึกให้นึกถึงความอบอุ่นของครอบครัวภายในบ้าน

ห้องอาหารชมสินธุ์ได้หลอมรวมความเป็นยุคอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกันในแห่งเดียว อบอุ่น สบาย ๆ และเป็นกันเอง เหมาะพาครอบครัวมาสังสรรค์ ใช้ช่วงเวลาดี ๆ บนโต๊ะอาหารร่วมกัน เชื่อเหลือเกินว่าทุก  วันพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันรวมญาติ หรือวันต่าง  ที่มีความหมายของทุกครอบครัวจะต้องมีห้องอาหารชมสินธุ์เป็นหนึ่งในตัวเลือกในใจที่ใครหลายคนต่างต้องนึกถึงอย่างแน่นอน

 

โซนนั่งรับประทานสำหรับกลุ่มครอบครัวหรือผู้ใช้บริการที่มาสังสรรค์กันเป็นหมู่คณะ

The Authentic Spirit and Essence of Thai Aquatic Culinary Tradition

สารพัดเมนูซิกเนเจอร์สุดไฮไลต์ของที่นี่ ที่เมื่อมาแล้วต้องห้ามพลาดสั่งมาลิ้มลอง เริ่มต้นกันที่ ข้าวต้มชมสินธุ์ (350 บาท) ข้าวต้มสูตรเฉพาะของทางห้องอาหาร เลือกใช้ข้าวสารจากจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนวัตถุดิบซีฟู้ดต่าง ๆ ผ่านการคัดสรรและเลือกใช้วัตถุดิบจากรัฐวิสาหกิจชุมชนหรือจากกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน พืชผักสมุนไพรอย่างขึ้นฉ่ายจากสวนดาดฟ้าของทางโรงแรมฯ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสไตล์เต้าเจี้ยว เช่นเดียวกับข้าวต้มซีฟู้ดสไตล์สตรีทฟู้ดทั่วไป เพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของความเป็น Shophouse ในลักษณะของเมนูรับประทานง่ายแบบอาหารจานเดียว แต่เพิ่มความพิเศษด้วยวัตถุดิบคุณภาพและปรุงอาหารได้รสชาติกลมกล่อม

 

ข้าวต้มชมสินธุ์ (350 บาท)

ตามมาด้วย นารีกรรแสง (590 บาท) หนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นต้นแบบของผัดกะเพรา ซึ่งต่างจากผัดกะเพรายุคปัจจุบันด้วยการเลือกใช้เครื่องปรุงรส 'สามเกลอ (ประกอบด้วย กระเทียม รากผักชี และพริกไทย)' โขลกเข้ากับพริกแห้ง นำไปผัดกับน้ำมันแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา จากนั้นใส่เม็ดลูกผักชี เม็ดยี่หร่าตามลงไป โดยหลังจากที่ผัดกะเพราเสร็จเรียบร้อย ตอนเสิร์ฟจะใช้ใบกะเพรากรอบ ตะไคร้ที่นำไปตำแล้วฉีกเป็นเส้น ๆ และพริกแห้งทอด นำมาโรยหน้า พร้อมด้วยแตงกวาเพื่อลดความเผ็ดร้อน

ชื่อเมนู 'นารีกรรแสง' สื่อถึงรสชาติอาหารที่คนไทยสมัยก่อนนำไปเปรียบเทียบกับอากัปกิริยาของหญิงสาว ซึ่งเมื่อได้ลองรับประทานแล้วจะต้องร้องไห้ออกมาด้วยความเผ็ดร้อนของพริกและเครื่องเทศนั่นเอง
 

นารีกรรแสง (590 บาท)

เมนูผัดอีกหนึ่งจานที่ดีงามไม่แพ้กันเลยก็คือ ผัดไทยไชยากุ้งแม่น้ำ (290 บาท) ผัดไทยเส้นจันท์รสเข้มข้นจัดจ้าน โดยมีความต่างจากผัดไทยทั่วไป (ซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ น้ำมะขาม น้ำตาลมะพร้าว และหอมแดง) ก็คือ ผัดไทยไชยาจะใช้พริกแกงและกะทินำไปผัดเป็นซอส โดยทางห้องอาหารจะเสิร์ฟซอสไชยาแบบแยกมาโดยเฉพาะให้คลุกเคล้ากับเส้นจันท์ตามทีหลัง เพื่อที่จะได้สัมผัสรสชาติที่ต่างกันระหว่างผัดไทยสูตรปกติกับผัดไทยไชยาได้อย่างชัดเจน เสิร์ฟพร้อมกุ้งแม่น้ำตัวโตและผักเคียงให้อิ่มอร่อยควบคู่กันแบบครบเครื่อง

 

ผัดไทยไชยากุ้งแม่น้ำ (290 บาท)

หลังจากลองลิ้มชิมรสเมนูผัดกันไปแล้ว ก็ถึงคิวของเมนูแกงกันบ้างอย่าง แกงคั่วปูใบชะพลูและใบชะครามสมุทรสงคราม (590 บาท) แกงคั่วปูสูตรเฉพาะของทางห้องอาหารที่เชฟประวีณเป็นคนคิดค้นขึ้นเอง สำหรับเนื้อปูนั้นได้มาจากแหล่งธนาคารปู เป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ สืบสานเรื่องความยั่งยืนซึ่งทางห้องอาหารชมสินธุ์นั้นยึดมั่น ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของพริกไทย พริกแห้งผัดน้ำมัน และวัตถุดิบพืชผักสมุนไพรหลัก ๆ คือ ใบชะพลู (ที่ทางชมสินธุ์ปลูกเองบริเวณสวนดาดฟ้าของทางโรงแรมฯ) และใบชะคราม พืชผักท้องถิ่นจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมาช่วยเสริมรสชาติ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแกงคั่วปูถ้วยนี้ได้เป็นอย่างดี

 

แกงคั่วปูใบชะพลูและใบชะครามสมุทรสงคราม (590 บาท)

ส่งท้ายมื้อครอบครัวสุขสันต์ พร้อมอิ่มอร่อยดับร้อนประจำฤดูกาลด้วย ชุดข้าวแช่ (990++ บาท (สำหรับทานที่ร้าน) และ 1,280 บาทสุทธิ (สำหรับสั่งกลับบ้าน)) เสิร์ฟความอร่อยสุดอลังการในรูปแบบของรถเข็นเรือโบราณ ที่สร้างกิมมิกและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้รับประทานอย่างมาก โดยเครื่องข้าวแช่ของชมสินธุ์นั้น จะประกอบด้วย หอมยัดไส้ปลากะพง, หอมทอดจะเป็นไส้ปลา พริกทอดจะเป็นไส้ปลา, ไก่เปียหรือไก่บดผสมปลาอินทรี ได้กลิ่นอายของอาหารอินเดีย, ไก่ฝอย, ปลาสลิดฉาบหวาน, ลูกกะปิ (ปลาหวาน ไข่แดงเค็มทอด), พริกหยวกยัดไส้ นอกจากนี้ยังมีกุ้งแก้ว ไชโป้วผัดหวาน

ในส่วนของข้าวแช่ ทางห้องอาหารได้เลือกใช้ข้าวหอมมะลิจากจังหวัดอำนาจเจริญที่นำไปหุงกับน้ำอัญชัน ตามด้วยน้ำลอยที่เพิ่มความหอมให้ข้าวแช่ด้วยดอกมะลิ ดอกกุหลาบมอญ และดอกกระดังงา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นดอกไม้หอม โดยนำแช่ค้างคืนไว้ประมาณ 2 คืน เพื่อให้ข้าวแช่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ชุดข้าวแช่จะเสิร์ฟมาพร้อมกับผักเคียงตามตำรับ  ได้แก่ กระชาย มะม่วงเปรี้ยว แตงล้าน และต้นหอม สำหรับวิธีรับประทานข้าวแช่ที่ถูกต้องก็คือ แนะนำให้หยิบเครื่องข้าวแช่มารับประทานก่อน ตามด้วยข้าวแช่ และผักแกล้ม แบบวิธีดั้งเดิมคือ หยิบเข้าปาก ตักข้าวตาม กินผักแกล้ม เพื่อไม่ให้น้ำข้าวแช่นั้นขุ่น

 

เสิร์ฟความอร่อยสุดอลังการด้วย 'ชุดข้าวแช่' ที่มาพร้อมกับรถเข็นเรือโบราณ สร้างกิมมิกและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้รับประทานอย่างมาก

เรียกว่าเป็นชุดเมนูอร่อยคลายร้อนที่หารับประทานกันได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น! ปิดท้ายมื้ออร่อยนี้ได้อย่างน่าประทับใจ และสำหรับใครที่อยากรับประทานชุดข้าวแช่บ้างแล้วละก็ สามารถสั่งจองล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการกันได้ที่ https://bit.ly/3tSPGlA หรือทางอีเมล chomsindh.bangkok@amari.com

 

ชุดข้าวแช่ (990++ บาท (สำหรับทานที่ร้าน) และ 1,280 บาทสุทธิ (สำหรับสั่งกลับบ้าน))

Info
Hours
Everyday : 11:30AM - 11PM
Price

฿฿฿฿ 501-1,000 บาทต่อคน

Address
ชั้น 4, โรงแรมอมารี กรุงเทพ ถนนเพชรบุรี ประตูน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
Map
Mass Transit

BTS ราชดำริ ทางออก 4

BTS ชิดลม ทางออก 2

Facilities
Suggest an Edit