Published on April 30, 2026

Bangkok’s Late-Night Neighbourhood Destination in Soi Sangchai

ชวนสัมผัสประสบการณ์กิน-ดื่ม รูปแบบ Shan Izakaya ในบ้านหลังใหม่ของNamsuร้านอาหารและบาร์ที่หยิบรสชาติจากรัฐฉาน นำเสนอผ่านอิซากายะสไตล์ญี่ปุ่น โลเคชันย่านทองหล่อ-พระโขนง ใจกลางซอยแสงชัย (ระหว่างสุขุมวิท 36 และ 38) ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของร้าน Rangoon Tea House (คาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์ในเครือบริษัทเดียวกัน) เพื่อให้ที่นี่เป็นจุดนัดพบยามค่ำคืนสำหรับการมาแฮงเอาต์สบาย เหมาะจิบเครื่องดื่ม และเอ็นจอยมื้ออาหารที่ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว


หลังจากสร้างความประทับใจให้สายกิน-ดื่มในย่านเยาวราชกรุงเทพฯ มาแล้ว ตลอดปี 2568 ล่าสุด ทางร้าน Namsu ก็ได้ย้ายโลเคชันกลับมาปักหลักยังอาณาจักรเดิมของ Rangoon Tea House Group อีกครั้ง เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าขาประจำใจกลางเมืองมากขึ้น พร้อมตอกย้ำจุดยืนในการเป็น ‘Shan Izakaya’ แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่ผสานรสชาติอันลุ่มลึกของอาหารรัฐฉานและพรมแดนเมียนมาร์-ไทย-ยูนนาน เข้ากับวัฒนธรรมการกิน-ดื่มสไตล์อิซากายะของญี่ปุ่น

 

มู้ดบรรยากาศของบาร์สไตล์อิซากายะที่ประดับตกแต่งด้วยไฟนีออนและโลโก้ประจำร้าน

Shan Izakaya Concept

จุดเริ่มต้นของร้าน Namsu นั้นน่าสนใจมาก โดยสาขาแรกเปิดตัวที่ย่างกุ้งในปี 2019 ซึ่งเกิดจากความบังเอิญเมื่อผู้ก่อตั้งอย่างคุณ Htet Myet Oo และ Isabella Sway Tin ได้รับน้ำส้มสายชูหมักจากรัฐฉาน จำนวนมากถึง 1,000 ลิตรเป็นของขวัญวันแต่งงานจากเชฟท่านหนึ่ง น้ำส้มสายชูที่กลั่นจากใจในวันนั้น จึงกลายเป็นจิตวิญญาณและจุดเริ่มต้นของร้านที่เน้นการชูเทคนิคการหมักดอง (Fermentation & Pickling) อันเป็นเอกลักษณ์ของรัฐฉาน และความโดดเด่นนี้เองที่ส่งให้ Namsu คว้ารางวัล Best New Concept Award จากเวที BK Top Tables ประจำปี 2026 รวมถึงถูกบรรจุในไกด์บุ๊กของ Koktail Magazine 2026 อีกด้วย

รัฐฉานเป็นพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์ที่มีอาณาเขตติดกับมณฑลยูนนานของจีนและภาคเหนือของไทย โดยทางร้านจะโฟกัสไปที่อาหารรัฐฉานตอนเหนือเป็นหลัก ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องการใช้สมุนไพร (Herbaceous) และเครื่องเทศเฉพาะถิ่นที่ปลูกในภูมิภาคนั้น ความพิเศษคือเมนูทั้งหมดถูกรังสรรค์โดย เชฟ Honey Rae Zenang (Culinary Director) เชฟชาวฉานโดยกำเนิด ผู้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะเชฟสถานกงสุลญี่ปุ่นมานานกว่า 15 ปี ทั้งในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ จึงได้นำเทคนิคการทำอาหารญี่ปุ่นสุดประณีต มา Twist เข้ากับวัตถุดิบพรีเมียมและเครื่องเทศท้องถิ่นของรัฐฉานได้อย่างลงตัว
 

ดื่มด่ำกับ Vibe สบาย ๆ หลากหลายโซนนั่งแฮงเอาต์ของบาร์

Social Dining Experience Inspired by Japanese Izakaya Culture

การย้ายมาโลเคชันใหม่ในครั้งนี้ ทางร้าน Namsu ตั้งใจนำเสนอบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และเปิดกว้างสำหรับการทดลองสิ่งใหม่ เหมาะจะเป็นจุดแฮงเอาต์ยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นการแวะมานั่งชิลหลังมื้อค่ำ หรือดื่มด่ำยาว จนถึงช่วงดึก ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 17.00 . ไปจนถึง 01.00 . เลยทีเดียว

 

อีกหนึ่งมุมไฮไลต์ที่ประดับตกแต่งผนังบาร์ด้วยตลับเทป Cassette จากหลากหลายยุคสมัย รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวรัฐฉาน ได้บรรยากาศของความคลาสสิก

ร้าน Namsu ตั้งใจสร้างสเปซแห่งนี้ให้เป็นเหมือนสถานที่คุ้นเคย ที่ขับเคลื่อนด้วยคอมมูนิตี้ เป็นจุดนัดพบที่ชาวสุขุมวิทและทองหล่อสามารถแวะเวียนมาได้บ่อย จนกลายเป็นกิจวัตร และความเคยชินของคนในย่าน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับร้าน Rangoon Tea House ในเครือเดียวกัน ที่มีความคลาสสิกและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สเปซของ Namsu ที่ซ่อนตัวอยู่ชั้นบนนั้น จะให้ความรู้สึกที่คอนทราสต์กันอย่างชัดเจน เพราะที่นี่เต็มไปด้วยมู้ดความผ่อนคลาย สนุกสนาน มีความเป็นอิสระ ทำให้บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นโซเชียลคลับที่เต็มไปด้วยเอเนอร์จี้แห่งความสนุก

 

ตัวร้านตกแต่งในสไตล์วินเทจ ประดับโซนนั่งแฮงเอาต์แบบเก๋ ๆ ด้วยขวดเครื่องดื่มสารพัดยี่ห้อที่วางเรียงรายไว้ตามมุมต่าง ๆ ของบาร์

และด้วยจิตวิญญาณของความเป็นอิซากายะ บรรยากาศของร้านจึงเลือกตกแต่งในสไตล์วินเทจ ชวนให้นึกถึงร้านสาเกเก่าแก่ ผสานความชิคและความสนุกสนาน แม้พื้นที่จะมีขนาดกะทัดรัด แต่กลับดีไซน์สเปซได้อย่างเป็นสัดส่วน แบ่งออกเป็นโซนนั่ง โซนเคาน์เตอร์บาร์ที่มาพร้อมรูปแบบการเสิร์ฟและการกิน-ดื่มสไตล์อิซากายะของญี่ปุ่น Vibe โดยรวมเอื้อต่อการพูดคุยและแบ่งปัน เหมือนพื้นที่ทับซ้อนระหว่างร้านอาหารและบาร์ จากมื้อดินเนอร์แสนอร่อยที่ไหลลื่นไปสู่การชนแก้ว รื่นรมย์ไปกับบทสนทนาที่สามารถลากยาวไปได้จนถึงดึกดื่น ตอบโจทย์คนที่อยากหาร้านนั่งยาว แบบไม่ต้องรีบลุกไปไหน

 

โซนเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่ม

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีห้องเก็บสาเก (Sake Cellar) ที่ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกขวดที่ถูกใจ เพื่อนำมาดื่มด่ำคู่กับมื้ออาหารได้ด้วยตัวเอง เติมเต็มบรรยากาศความสนุกสนานสไตล์อิซากายะอย่างแท้จริง

 

ห้องเก็บสาเก (Sake Cellar) ที่สามารถเดินเข้าไปเลือกหยิบขวดเครื่องดื่มได้ด้วยตัวเอง

Namsu’s Recommend Dishes & Drinks

ร้าน Namsu นำเสนอคอนเซ็ปต์ร้านอาหารที่หาทานได้ยากอย่าง ‘Shan Izakaya’ หรือการผสมผสานกลิ่นอายอาหารท้องถิ่นของ 'รัฐฉาน' เข้ากับวัฒนธรรมการกิน-ดื่มแบบอิซากายะของญี่ปุ่น สำหรับอาหารของรัฐฉานนั้น มีเอกลักษณ์ด้านความสด การถนอมอาหาร และรสเปรี้ยวซับซ้อน โดยเทคนิคสำคัญคือการดอง การหมัก และการบ่ม ทำให้อาหารฉานเป็นอาหารที่มีความลื่นไหลทางวัฒนธรรม สะท้อนความเชื่อมโยงของผู้คนอย่างไร้พรมแดน  โดยเบื้องหลังของเมนูที่นี่ออกแบบโดยเชฟ Honey ผู้เติบโตในรัฐฉาน และพัฒนาเส้นทางเชฟภายใต้วัฒนธรรมการดื่มแบบญี่ปุ่น ความเผ็ดร้อน รสชาติและความหอมจากการหมักของอาหารบ้านเกิด มาผสานเข้ากับโครงสร้างการกินแบบอิซากายะที่เน้นการแบ่งปัน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ใช้เวลาร่วมกันได้มากขึ้น

 

เอ็นจอยไปกับการกิน-ดื่ม สังสรรค์มื้ออาหารสไตล์ Shan Izakaya

ในส่วนของเมนูไฮไลต์แนะนำห้ามพลาดเมื่อมาที่นี่ ได้แก่ Hamachi Crudo (480 บาท) เมนูเรียกน้ำย่อยในหมวด Starter สไตล์ซาชิมิที่ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบเป็นปลาฮามาจิสดใหม่ ปรุงรสเพิ่มความจัดจ้านด้วย Chili Wine และพริก Jalapeño

 

Hamachi Crudo (480 บาท)

ตามมาด้วย Pink Peanut Tofu (150 บาท) เต้าหู้ถั่วลิสง เนื้อเนียนนุ่ม รสมันกลมกล่อม ราดหน้าด้วยน้ำมันพริกและซีอิ๊วที่ตัดรสชาติกันได้อย่างลงตัว

 

Pink Peanut Tofu (150 บาท)

หรือจะเป็น Duo Onigiri (ชิ้นละ 95 บาท) เมนูข้าวปั้นโอนิกิริ 2 รสชาติที่เสิร์ฟมาคู่กัน ชิ้นแรกเป็นรสเห็ดพอร์ชินีหอม ส่วนอีกชิ้นเป็นรสไข่ปูหมักหรือน้ำปู๋ อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน เสิร์ฟพร้อมช้อนคันเล็กให้แบ่งกันรับประทานได้แบบพอดีคำ

 

Duo Onigiri (ชิ้นละ 95 บาท)

ส่วนใครที่เป็นสายพาสต้าเลิฟเวอร์ต้องลอง Squid Ink Pasta with Shan Herbs and Ikura (550 บาท) พาสต้าเส้นดำผัดซอสครีมหมึกดำ ผสานสมุนไพรรัฐฉาน ได้รสชาติเผ็ดนิด ตัดเลี่ยนได้ดี ท็อปด้วยปลาหมึกย่างและไข่ปลาแซลมอน ถูกใจคนชอบรับประทานพาสต้ารสจัดจ้านแน่นอน 

 

Squid Ink Pasta with Shan Herbs and Ikura (550 บาท)

หรือจะลองเป็นจานปลาอย่าง Grilled Sea Bass with Yunnan Spices (720 บาท) ปลากะพงย่างเนื้อสดหวานที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องเทศสไตล์ยูนนาน (ซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐฉาน) พร้อมโรยเมล็ดป็อปปี้ที่ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ให้กับการรับประทาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด (กลิ่นอายคล้ายน้ำจิ้มซีฟู้ด) สูตรเฉพาะของทางร้านที่เข้ากันดีกับเนื้อปลากะพง

 

Grilled Sea Bass with Yunnan Spices (720 บาท)

จากนั้นเพิ่มความอิ่มท้องให้กับมื้ออาหารนี้ด้วย Chicken Trouble (250 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ที่เสิร์ฟในรูปแบบไก่ทอดที่ถูกมัดเชือกไว้ ราวกับว่าน้องไก่กำลังกำลังมีปัญหา ตกอยู่ในอันตราย (กิมมิกสนุก ของทางร้าน อยู่ที่พนักงานจะมาตัดเชือกให้ที่โต๊ะ) ด้านในสอดไส้ข้าวเหนียวแดงนุ่ม เสิร์ฟคู่กับซอสมะขามโฮมเมดรสชาติกลมกล่อม

 

Chicken Trouble (250 บาท)

ก่อนจะปิดท้ายด้วยเมนูของหวานสุดสร้างสรรค์อย่าง Fish Sauce Cheesecake (250 บาท) ชีสเค้กน้ำปลา เป็นการผสมผสานรสชาติเค็มกลมกล่อมของน้ำปลา เข้ากับความนุ่มนวลของชีสเค้กได้อย่างลงตัวและแปลกใหม่

 

Fish Sauce Cheesecake (250 บาท)

นอกจากอาหารแล้ว บาร์เครื่องดื่มที่นี่ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ดูแลโดยมิกซ์โซโลจิสต์ Hnin Pwint โดยเครื่องดื่มแต่ละแก้วล้วนออกแบบมาเข้าคู่กับอาหาร ไม่ว่าจะสาเกคราฟต์ ที่มีให้เลือกกว่า 100 เลเบล, วิสกี้ชั้นดี, ไฮบอล, ฟรุ๊ตเบียร์หรือคราฟต์เบียร์ผลไม้ เรื่อยไปจนถึงซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่ออกแบบมาเพื่อเสริมมิติของรสชาติอาหารฉานโดยเฉพาะ แนะนำ Honey, Please ค็อกเทลที่โดดเด่นด้วยรสหวานละมุนจากน้ำผึ้ง ผสมผสานกับรสชาติของจิน เลมอนโฟม และไซรัปเอลเดอร์ฟลาวเวอร์อย่างลงตัว

 

Cocktail : Honey, Please

และ Blood & Opium ค็อกเทลรสเข้มที่เบสด้วยวิสกี้ผสมผสานกับเชอร์รีลิคิวร์ เป็น 2 แก้วที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์มื้อค่ำให้สมบูรณ์แบบที่สุด

 

Cocktail : Blood & Opium

Info
Hours
Everyday : 5PM - 1AM
Price

฿฿฿฿ 501-1,000 บาทต่อคน

Address
ชั้น 2 ร้าน Rangoon Tea House, 6 ซอยแสงชัย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
Map
Mass Transit

MRT ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

BTS ทองหล่อ

Facilities
Suggest an Edit