Bangkok’s Late-Night Neighbourhood Destination in Soi Sangchai
ชวนสัมผัสประสบการณ์กิน-ดื่ม รูปแบบ Shan Izakaya ในบ้านหลังใหม่ของ ’Namsu’ ร้านอาหารและบาร์ที่หยิบรสชาติจากรัฐฉาน นำเสนอผ่านอิซากายะสไตล์ญี่ปุ่น โลเคชันย่านทองหล่อ-พระโขนง ใจกลางซอยแสงชัย (ระหว่างสุขุมวิท 36 และ 38) ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของร้าน Rangoon Tea House (คาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์ในเครือบริษัทเดียวกัน) เพื่อให้ที่นี่เป็นจุดนัดพบยามค่ำคืนสำหรับการมาแฮงเอาต์สบาย ๆ เหมาะจิบเครื่องดื่ม และเอ็นจอยมื้ออาหารที่ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หลังจากสร้างความประทับใจให้สายกิน-ดื่มในย่านเยาวราช, กรุงเทพฯ มาแล้ว ตลอดปี 2568 ล่าสุด ทางร้าน Namsu ก็ได้ย้ายโลเคชันกลับมาปักหลักยังอาณาจักรเดิมของ Rangoon Tea House Group อีกครั้ง เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าขาประจำใจกลางเมืองมากขึ้น พร้อมตอกย้ำจุดยืนในการเป็น ‘Shan Izakaya’ แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่ผสานรสชาติอันลุ่มลึกของอาหารรัฐฉานและพรมแดนเมียนมาร์-ไทย-ยูนนาน เข้ากับวัฒนธรรมการกิน-ดื่มสไตล์อิซากายะของญี่ปุ่น
Shan Izakaya Concept
จุดเริ่มต้นของร้าน Namsu นั้นน่าสนใจมาก โดยสาขาแรกเปิดตัวที่ย่างกุ้งในปี 2019 ซึ่งเกิดจากความบังเอิญเมื่อผู้ก่อตั้งอย่างคุณ Htet Myet Oo และ Isabella Sway Tin ได้รับน้ำส้มสายชูหมักจากรัฐฉาน จำนวนมากถึง 1,000 ลิตรเป็นของขวัญวันแต่งงานจากเชฟท่านหนึ่ง น้ำส้มสายชูที่กลั่นจากใจในวันนั้น จึงกลายเป็นจิตวิญญาณและจุดเริ่มต้นของร้านที่เน้นการชูเทคนิคการหมักดอง (Fermentation & Pickling) อันเป็นเอกลักษณ์ของรัฐฉาน และความโดดเด่นนี้เองที่ส่งให้ Namsu คว้ารางวัล Best New Concept Award จากเวที BK Top Tables ประจำปี 2026 รวมถึงถูกบรรจุในไกด์บุ๊กของ Koktail Magazine 2026 อีกด้วย
‘รัฐฉาน’ เป็นพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์ที่มีอาณาเขตติดกับมณฑลยูนนานของจีนและภาคเหนือของไทย โดยทางร้านจะโฟกัสไปที่ ‘อาหารรัฐฉานตอนเหนือ’ เป็นหลัก ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องการใช้สมุนไพร (Herbaceous) และเครื่องเทศเฉพาะถิ่นที่ปลูกในภูมิภาคนั้น ความพิเศษคือเมนูทั้งหมดถูกรังสรรค์โดย เชฟ Honey Rae Zenang (Culinary Director) เชฟชาวฉานโดยกำเนิด ผู้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะเชฟสถานกงสุลญี่ปุ่นมานานกว่า 15 ปี ทั้งในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ จึงได้นำเทคนิคการทำอาหารญี่ปุ่นสุดประณีต มา Twist เข้ากับวัตถุดิบพรีเมียมและเครื่องเทศท้องถิ่นของรัฐฉานได้อย่างลงตัว
Social Dining Experience Inspired by Japanese Izakaya Culture
การย้ายมาโลเคชันใหม่ในครั้งนี้ ทางร้าน Namsu ตั้งใจนำเสนอบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และเปิดกว้างสำหรับการทดลองสิ่งใหม่ ๆ เหมาะจะเป็นจุดแฮงเอาต์ยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นการแวะมานั่งชิลหลังมื้อค่ำ หรือดื่มด่ำยาว ๆ จนถึงช่วงดึก ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 17.00 น. ไปจนถึง 01.00 น. เลยทีเดียว
ร้าน Namsu ตั้งใจสร้างสเปซแห่งนี้ให้เป็นเหมือนสถานที่คุ้นเคย ที่ขับเคลื่อนด้วยคอมมูนิตี้ เป็นจุดนัดพบที่ชาวสุขุมวิทและทองหล่อสามารถแวะเวียนมาได้บ่อย ๆ จนกลายเป็นกิจวัตร และความเคยชินของคนในย่าน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับร้าน Rangoon Tea House ในเครือเดียวกัน ที่มีความคลาสสิกและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สเปซของ Namsu ที่ซ่อนตัวอยู่ชั้นบนนั้น จะให้ความรู้สึกที่คอนทราสต์กันอย่างชัดเจน เพราะที่นี่เต็มไปด้วยมู้ดความผ่อนคลาย สนุกสนาน มีความเป็นอิสระ ทำให้บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นโซเชียลคลับที่เต็มไปด้วยเอเนอร์จี้แห่งความสนุก
และด้วยจิตวิญญาณของความเป็นอิซากายะ บรรยากาศของร้านจึงเลือกตกแต่งในสไตล์วินเทจ ชวนให้นึกถึงร้านสาเกเก่าแก่ ผสานความชิคและความสนุกสนาน แม้พื้นที่จะมีขนาดกะทัดรัด แต่กลับดีไซน์สเปซได้อย่างเป็นสัดส่วน แบ่งออกเป็นโซนนั่ง โซนเคาน์เตอร์บาร์ที่มาพร้อมรูปแบบการเสิร์ฟและการกิน-ดื่มสไตล์อิซากายะของญี่ปุ่น Vibe โดยรวมเอื้อต่อการพูดคุยและแบ่งปัน เหมือนพื้นที่ทับซ้อนระหว่างร้านอาหารและบาร์ จากมื้อดินเนอร์แสนอร่อยที่ไหลลื่นไปสู่การชนแก้ว รื่นรมย์ไปกับบทสนทนาที่สามารถลากยาวไปได้จนถึงดึกดื่น ตอบโจทย์คนที่อยากหาร้านนั่งยาว ๆ แบบไม่ต้องรีบลุกไปไหน
นอกจากนี้ ทางร้านยังมีห้องเก็บสาเก (Sake Cellar) ที่ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกขวดที่ถูกใจ เพื่อนำมาดื่มด่ำคู่กับมื้ออาหารได้ด้วยตัวเอง เติมเต็มบรรยากาศความสนุกสนานสไตล์อิซากายะอย่างแท้จริง
Namsu’s Recommend Dishes & Drinks
ร้าน Namsu นำเสนอคอนเซ็ปต์ร้านอาหารที่หาทานได้ยากอย่าง ‘Shan Izakaya’ หรือการผสมผสานกลิ่นอายอาหารท้องถิ่นของ 'รัฐฉาน' เข้ากับวัฒนธรรมการกิน-ดื่มแบบอิซากายะของญี่ปุ่น สำหรับอาหารของรัฐฉานนั้น มีเอกลักษณ์ด้านความสด การถนอมอาหาร และรสเปรี้ยวซับซ้อน โดยเทคนิคสำคัญคือการดอง การหมัก และการบ่ม ทำให้อาหารฉานเป็นอาหารที่มีความลื่นไหลทางวัฒนธรรม สะท้อนความเชื่อมโยงของผู้คนอย่างไร้พรมแดน โดยเบื้องหลังของเมนูที่นี่ออกแบบโดยเชฟ Honey ผู้เติบโตในรัฐฉาน และพัฒนาเส้นทางเชฟภายใต้วัฒนธรรมการดื่มแบบญี่ปุ่น ความเผ็ดร้อน รสชาติและความหอมจากการหมักของอาหารบ้านเกิด มาผสานเข้ากับโครงสร้างการกินแบบอิซากายะที่เน้นการแบ่งปัน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ใช้เวลาร่วมกันได้มากขึ้น
ในส่วนของเมนูไฮไลต์แนะนำห้ามพลาดเมื่อมาที่นี่ ได้แก่ Hamachi Crudo (480 บาท) เมนูเรียกน้ำย่อยในหมวด Starter สไตล์ซาชิมิที่ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบเป็นปลาฮามาจิสดใหม่ ปรุงรสเพิ่มความจัดจ้านด้วย Chili Wine และพริก Jalapeño
ตามมาด้วย Pink Peanut Tofu (150 บาท) เต้าหู้ถั่วลิสง เนื้อเนียนนุ่ม รสมันกลมกล่อม ราดหน้าด้วยน้ำมันพริกและซีอิ๊วที่ตัดรสชาติกันได้อย่างลงตัว
หรือจะเป็น Duo Onigiri (ชิ้นละ 95 บาท) เมนูข้าวปั้นโอนิกิริ 2 รสชาติที่เสิร์ฟมาคู่กัน ชิ้นแรกเป็นรสเห็ดพอร์ชินีหอม ๆ ส่วนอีกชิ้นเป็นรสไข่ปูหมักหรือน้ำปู๋ อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน เสิร์ฟพร้อมช้อนคันเล็กให้แบ่งกันรับประทานได้แบบพอดีคำ
ส่วนใครที่เป็นสายพาสต้าเลิฟเวอร์ต้องลอง Squid Ink Pasta with Shan Herbs and Ikura (550 บาท) พาสต้าเส้นดำผัดซอสครีมหมึกดำ ผสานสมุนไพรรัฐฉาน ได้รสชาติเผ็ดนิด ๆ ตัดเลี่ยนได้ดี ท็อปด้วยปลาหมึกย่างและไข่ปลาแซลมอน ถูกใจคนชอบรับประทานพาสต้ารสจัดจ้านแน่นอน
หรือจะลองเป็นจานปลาอย่าง Grilled Sea Bass with Yunnan Spices (720 บาท) ปลากะพงย่างเนื้อสดหวานที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องเทศสไตล์ยูนนาน (ซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐฉาน) พร้อมโรยเมล็ดป็อปปี้ที่ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ให้กับการรับประทาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด (กลิ่นอายคล้ายน้ำจิ้มซีฟู้ด) สูตรเฉพาะของทางร้านที่เข้ากันดีกับเนื้อปลากะพง
จากนั้นเพิ่มความอิ่มท้องให้กับมื้ออาหารนี้ด้วย Chicken Trouble (250 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ที่เสิร์ฟในรูปแบบไก่ทอดที่ถูกมัดเชือกไว้ ราวกับว่าน้องไก่กำลังกำลังมีปัญหา ตกอยู่ในอันตราย (กิมมิกสนุก ๆ ของทางร้าน อยู่ที่พนักงานจะมาตัดเชือกให้ที่โต๊ะ) ด้านในสอดไส้ข้าวเหนียวแดงนุ่ม ๆ เสิร์ฟคู่กับซอสมะขามโฮมเมดรสชาติกลมกล่อม
ก่อนจะปิดท้ายด้วยเมนูของหวานสุดสร้างสรรค์อย่าง Fish Sauce Cheesecake (250 บาท) ชีสเค้กน้ำปลา เป็นการผสมผสานรสชาติเค็มกลมกล่อมของน้ำปลา เข้ากับความนุ่มนวลของชีสเค้กได้อย่างลงตัวและแปลกใหม่
นอกจากอาหารแล้ว บาร์เครื่องดื่มที่นี่ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ดูแลโดยมิกซ์โซโลจิสต์ Hnin Pwint โดยเครื่องดื่มแต่ละแก้วล้วนออกแบบมาเข้าคู่กับอาหาร ไม่ว่าจะสาเกคราฟต์ ที่มีให้เลือกกว่า 100 เลเบล, วิสกี้ชั้นดี, ไฮบอล, ฟรุ๊ตเบียร์หรือคราฟต์เบียร์ผลไม้ เรื่อยไปจนถึงซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่ออกแบบมาเพื่อเสริมมิติของรสชาติอาหารฉานโดยเฉพาะ แนะนำ Honey, Please ค็อกเทลที่โดดเด่นด้วยรสหวานละมุนจากน้ำผึ้ง ผสมผสานกับรสชาติของจิน เลมอนโฟม และไซรัปเอลเดอร์ฟลาวเวอร์อย่างลงตัว
และ Blood & Opium ค็อกเทลรสเข้มที่เบสด้วยวิสกี้ผสมผสานกับเชอร์รีลิคิวร์ เป็น 2 แก้วที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์มื้อค่ำให้สมบูรณ์แบบที่สุด







