A Contemporary Northern Thai Dining Experience in Talad Noi
MAATERR คือร้านอาหารเหนือสไตล์ Casual Fine Dining ในย่านตลาดน้อยที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเชฟคุณ - อภิศม์ เจษฎาพร หนุ่มเชียงใหม่ที่ตั้งใจหยิบเอาความทรงจำในวัยเด็ก รสมือแม่ และกลิ่นอายอาหารเหนือแบบโฮมเมดมาตีความใหม่ภายใต้คอนเซปต์ “TASTE OF LANNA” เพื่อถ่ายทอดรสชาติอาหารเหนือแบบดั้งเดิมให้คนกรุงได้สัมผัสในรูปแบบที่ร่วมสมัยขึ้น แต่ยังคงเสน่ห์และความจัดจ้านแบบต้นตำรับเอาไว้อย่างครบถ้วน
Warm Lighting and Rustic Details
ชื่อร้าน “มาเต้อะ” เป็นภาษาเหนือที่แปลว่า “มาเถอะ” ซึ่งถูกหยิบมาใช้เป็นชื่อร้านในความหมายเรียบง่ายแต่น่ารัก เหมือนคำเชื้อเชิญให้คนกรุงเข้ามาทำความรู้จักกับรสชาติอาหารของ “คนเมือง” ผ่านเมนูที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความอบอุ่น และกลิ่นอายของบ้านเกิดที่เชฟตั้งใจถ่ายทอดออกมาในทุกจาน
ตัวร้านรีโนเวตจากตึกเก่าในย่านตลาดน้อยให้กลายเป็นพื้นที่อบอุ่นที่ผสมทั้งความดิบ เท่ และโมเดิร์นเข้าไว้ด้วยกัน ภายในเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ แสงไฟโทนอุ่น และการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียด ช่วยสร้างบรรยากาศให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนมานั่งทานอาหารบ้านเพื่อน แต่ยังคงความพิเศษในแบบร้าน Casual Fine Dining ได้อย่างลงตัว
Casual Fine Dining with the Soul of Northern Thailand
ในเรื่องของเมนู แน่นอนว่าภายใต้คอนเซปต์ “TASTE OF LANNA” ทุกเมนูของที่นี่จึงได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติอาหารโฮมเมดที่คุ้นเคย ก่อนนำมาตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยขึ้น แต่ยังคงเสน่ห์และความจัดจ้านแบบต้นตำรับเอาไว้ครบ มาแล้วแนะนำให้ลองชิม ลาบควายดิบ (230 บาท) เมนูรสจัดจ้านสไตล์เหนือแท้ ๆ ที่โดดเด่นด้วยความหอมของเครื่องลาบและสัมผัสนุ่มของเนื้อควายดิบ คลุกเคล้ามาอย่างกลมกล่อม ให้รสชาติที่เข้มข้นและชัดเจนในทุกคำ เหมาะสำหรับคนที่อยากลองเสน่ห์ของอาหารเหนือแบบดั้งเดิมในเวอร์ชันที่เข้าถึงง่ายขึ้น
หรือจะเป็น แกงอ่อมใบพายงัว (380 บาท) เมนูอ่อมสไตล์เหนือที่ต่างจากอ่อมอีสานตรงการใช้ผักน้อยกว่าและเน้นความเข้มข้นของน้ำแกงและสมุนไพร โดยทางร้านเลือกใช้เนื้อใบพายวัวออสเตรเลียที่นำไป Smoke ก่อนเพื่อเพิ่มกลิ่นควันหอม ๆ แล้วจึงนำมาตุ๋นจนเนื้อนุ่มกำลังดี ตัวน้ำแกงมีความกลมกล่อม หอมสมุนไพร และให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบอาหารเหนือโฮมเมด
อีกเมนูทานเพลินยกให้ คอหมูย่างกับแจ่วบะเขือส้ม (250 บาท) คอหมูแท้ที่ผ่านการ Brine เพื่อให้เนื้อนุ่มและฉ่ำ ก่อนนำไปย่างจนได้กลิ่นหอมและทาด้วยน้ำมันทาย่างสูตรเฉพาะของร้านเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ เสิร์ฟคู่แจ่วมะเขือส้มที่ให้ฟีลคล้ายน้ำพริกมะเขือเทศแบบเหนือ มีรสเปรี้ยว เค็ม และเผ็ดกลมกล่อม ช่วยตัดความมันของคอหมูได้อย่างลงตัว
อั่วไก่ย่างน้ำปลาหวาน (360 บาท) ก็เป็นอีกเมนูที่หยิบเอาเทคนิค “อั่ว” หรือการยัดไส้สมุนไพรแบบเหนือมาใช้กับไก่กระทง โดยตัวไก่จะถูก Brine ทิ้งไว้หนึ่งคืนก่อนนำมายัดไส้ด้วยสมุนไพรและเห็ดเผาะ จากนั้นนำไป Slow Roast จนเนื้อนุ่มและหอม ก่อนปิดท้ายด้วยการทาน้ำปลาหวานเพิ่มความกลมกล่อมให้รสชาติยิ่งมีมิติมากขึ้น
ใครชอบเมนูแกงต้องสั่ง จอผักกาดกับปลาย่างประจำวัน (450 บาท) อีกหนึ่งเมนูที่ให้ฟีล Comfort Food แบบเหนือ ๆ สะท้อนการตีความอาหารเหนือของร้านได้อย่างน่าสนใจ เพราะปกติ “จอผักกาด” มักเสิร์ฟคู่กระดูกหมูหรือสามชั้น แต่ที่นี่เลือกใช้ปลาจากประมงพื้นบ้านแทน โดยในวันที่เราไปเป็นปลาเก๋าดอกแดงที่ถูกนำไปย่างรมควันจนหอม พร้อมทาส่วนหนังปลาด้วยโคจิระหว่างย่างเพื่อให้ได้แรงบันดาลใจจากปลาหมักมิโสะ ตัวน้ำซุปมีถั่วเน่าเป็นเบสหลัก ให้รสชาติละมุน กลมกล่อม และมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้จานนี้ทั้งอบอุ่นและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
ปิดท้ายกันกับเมนูที่สะท้อนแนวคิดของร้านในการหยิบวัตถุดิบท้องถิ่นมาตีความใหม่คือเมนู ลาบปลาทะเลคั่วประจำวัน (240 บาท) เมนูลาบสไตล์เหนือที่เลือกใช้ปลาทะเลประจำวันมาคั่วกับเครื่องลาบจนหอม เสิร์ฟออกมาในรสชาติที่จัดจ้าน ได้ทั้งความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศและกลิ่นสมุนไพรแบบเหนือแท้ ๆ โดยในวันที่เราไปเป็นปลาเก๋าดอกแดงจากประมงพื้นบ้านที่ถูกนำมาใช้แบบครบทุกส่วน เสิร์ฟพร้อมเกล็ดปลาทอดกรุบกรอบด้านบนเพื่อเพิ่มเท็กซ์เจอร์ให้จานนี้สนุกขึ้น โดยทางร้านเลือกเสิร์ฟลาบปลาในรูปแบบ “คั่ว” เพื่อให้ยังคงความจัดจ้านแบบลาบเหนือ แต่ทานง่ายและปลอดภัยมากขึ้น








